
“ ไม่ได้เรียนชั้นไหนหรอก ก้อข้าไม่ได้เป็นนักเรียนนี่ ”
“ อ้าว ! ไม่ได้เป็นนักเรียน ทำไมมายืนแถวนี้ล่ะ ”
“ อยากดู ”
“ ดูอะไรกัน ”
“ ก็เพื่อนที่วัดเขามาเรียนกันทุกคน เหลือข้าอยู่คนเดียวมันเลยเหงา ”
“ อยากเรียนไหมล่ะ ”
“ อยาก ”
“ ทำไมไม่บอกพ่อแม่ให้พามาโรงเรียนล่ะ วันนี้วันเปิดเทอม กลับไปบอกพ่อแม่ไป๊ ”
“ ไม่มีนี่ มีแต่หลงตา ”
เงียบ ! ไม่มีเสียงถามอะไรอีก มองหน้ามองตากันเสียอึดใจใหญ่ๆเห็นจะได้
“ เธออายุเท่าไหร่ ”
“ ข้าไม่รู้นี่ หลงตาซีถึงจะรู้ ”
“ เอาล่ะ อยากจะเรียนหนังสือใช่ไหม อยากเรียนก็พาไปหาหลวงตาก่อน แล้วก็ทีนี้
จะพูดข้ากับครูไม่ได้นะ ฉันเป็นครูที่โรงเรียนนี้ นักเรียนต้องพูดดี พูดกับครูต้องพูดผมพูดครับ เข้าใจไหม ? ”
“ เข้าใจครับ ”
หลวงตากำลังเอกเขนกพิงหมอนขวานใบเก่าคร่ำคร่าอยู่หน้ากุฏิ มีคนแก่คนเฒ่าคุย
อยู่เป็นเพื่อนตามเคย พอเดินเข้าไปใกล้กะไดด้านหน้าไอ้แตนมันก็เห่า หลวงตาป้องหน้ามองจนกระทั่ง
พาครูเข้าไปนั่งพับเพียบตรงหน้า
ครูกับหลวงตาพูดกันอยู่สักพัก ไม่รู้เรื่องว่าพูดกันว่ายังไงเพราะเลี่ยงไปนั่งพิงโอ่งน้ำ
เสียทางโน้น สักครู่ครูก็ลากลับ
“ ทน ทนเอ๊ย ! เดินไปส่งครูใหญ่ท่านหน่อย เออ ! ดูไอ้แตนดีๆด้วย ”
เดินตามครูไปจนถึงโรงเรียนครูก็บอกให้กลับ
“ พรุ่งนี้ตื่นเช้าๆนะ มาเรียนหนังสือ แล้วก็เออ ! มีเสื้อใส่หรือเปล่า กางเกงล่ะ ”
“ มีครับ ”
“ เอาละ พรุ่งนี้มาแล้วก็มาหาครูก่อนนะ ”
“ ครับ ”
**********************************************************************
พรุ่งนี้ของเมื่อวานก็วันนี้นี่ไง วันที่ไก่โก่งคอขันแจ้วแจ้ว วันที่พิกุลร่วงลงเกลื่อนลานดินหน้าวัด วันที่แสนจะตื่นเต้น แต่หลวงตาก็ไม่ตื่นสักที

“ หลงตา.......หลงตาครับ ”
คราวนี้ไม่ปลุกเฉยๆแล้ว แต่เอื้อมมือไปเขย่าปลายเท้าหลวงตาเอาทีเดียว
“ เออ ! ข้าตื่นแล้ว ”
วันนี้อะไรๆมันช่างอืดอาดชักช้าเสียจริง กว่าหลวงตาจะบิณฑบาตเสร็จ กว่าจะฉัน กว่าจะได้เก็บถ้วยชามล้าง ดูมันช่างไม่ทันใจเสียเลย
“ เอ้า ! เสื้อ กางเกงของเอ็ง นี่แหละใส่ไปเถอะ รีบไปเดี๋ยวครูใหญ่เขาจะคอย อย่าลืมไหว้ครูก่อนนะไอ้หนู ”
หลวงตาสั่งเสีย แล้วยังเดินออกไปส่งจนถึงหัวกะไดกุฏิ
เสื้อผ้าชุดนี้ไม่รู้ว่าใครให้มา ขากางเกงยาวเกือบคลุมเข่า เข็มขัดก็ไม่มี หลวงตาเอารัดประคตเก่าๆมาร้อยหูกางเกงแล้วผูกเงื่อนกระตุกให้ เสื้อค่อยพอเหมาะกับตัวคนใส่ แต่ไม่มีกระดุมสักเม็ด ช่างมันเถอะ เดินมั่ง วิ่งมั่ง ไปจนถึง
ครูคนที่พบกันเมื่อวานยืนคอยอยู่แล้ว พอเห็นถนัดว่าใช่แน่ก็ลงนั่งยองๆยกมือไหว้ท่วมหัว
“ สวัสดีจ้ะ ! ทีหลังอย่านั่งไหว้ครูยังงี้นะ ”
“ หลงตาบอกให้ไหว้ครูก่อน ”
“ รู้แล้ว แต่นักเรียนเขาไม่ไหว้ครูอย่างเธอหรอก เอาเถอะ แล้วจะสอนให้ ดูอย่าง
เพื่อนเขาก็ได้ ”
เด็กรุ่นราวคราวเดียวกันวิ่งตั๊กๆเข้ามาจากหน้าโรงเรียน พอเห็นครูก็ชะงักหยุดกึก ระวังตรง พร้อมกับโค้งคำนับอย่างว่องไว
“ เพื่อนเข้าห้องหมดแล้ว ทำไมเพิ่งมานายเปีย ”
“ ผมไปช่วยแม่ถอนกล้าครับ ”
“ จริงนะ ไม่ได้ไถลนะ ถ้าฉันรู้ว่าเธอพูดปดจะถูกเฆี่ยน ”
“ จริงครับ ถามแม่ดูได้เลย ”
“ เอาละ ไปได้ ”
เจ้าหมอนั่นรับคำอีกที แล้วก็วิ่งเข้าห้องเรียนไป แต่แอบชำเลืองมองจนตาสบตากันจนได้ ครูพาไปหาผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่หน้าชั้น ท่าทางดูจะเอาเรื่อง ฝากฝังไว้กับห้องเรียนห้องนี้แล้วก็ไป
“ ตั้งใจเรียนดีๆนะ เดี๋ยวครูจะหาสมุดกับหนังสือให้ ”
ได้รู้รสโรงเรียนว่ามันเป็นยังไงในวันนี้เอง เรียนอ่านแล้วก็หัดเขียนตัวหนังสือ ตัวเลขแล้วก็หยุดพักกินข้าวแล้วก็เข้าเรียนตอนบ่าย จนได้เวลาเลิก พอระฆังเลิกเรียนดังก้อง พอครูปล่อยให้ออกจากห้องได้ ทนก็วิ่งตื๋อกลับวัด มีสมุดกับหนังสือกับไม้บรรทัดกับดินสอที่ครูใหญ่ให้ติดมือมาด้วย

“ ครูใหญ่ให้ครับหลงตา แล้วครูบอกว่าเก็บให้ดี แล้วครูบอกว่าทำไมเสื้อผมไม่มี กระดุม ”
“ เออ ! ”
“ ครูบอกว่าให้ตื่นเช้าๆด้วยครับ ”
“ ก็เอ็งก็กินข้าวกินปลาเสียซิ แล้วก็จะได้นอนเสียแต่หัวค่ำ เดี๋ยวข้าจะหากระดุมเสื้อติดให้เอ็ง ”
หลวงตาให้สัญญาอยู่ในที แต่จะหากระดุมมาจากไหนติดเสื้อให้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าเมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นมากลางดึกนั้นหลวงตายังไม่นอน ยังนั่งทำอะไรง่วนอยู่หน้าตะเกียงลาน จะลุกไปดูก็ง่วงเต็มที นอนต่อกระทั่งเช้า ตื่นขึ้นมาจึงได้เห็นเสื้อตัวเมื่อวานวางอยู่หน้าเตียงหลวงตา ไอ้ตัวที่ใส่ไปเรียนหนังสือนั่นแหละ หลวงตาติดกระดุมไว้แล้ว ติดให้จนครบห้าเม็ดแต่ว่าสีไม่ซ้ำกันสักเม็ดเดียว
“ เอ้อเฮอ ! ทน ใครติดกระดุมเสื้อให้นะ ”
พอสวัสดีคุณครูเสร็จก็ถูกถามทันที ครูใหญ่เป็นคนถาม พอบอกว่าหลวงตาทำให้ ครูก็หัวเราะ
ครูหัวเราะไม่เป็นไรหรอก พอเข้าห้องเรียนไอ้เพื่อนหน้าใหม่มันก็หัวเราะมั่ง นี่ซีชักจะเคือง มันเรื่องอะไรของพวกมันล่ะ ไอ้เจ้าเปียที่เจอเมื่อวานน่ะตัวดีนัก
“ ช่างมัน พวกมันเยอะ ”
ผัดไว้ในใจ รอไว้ให้มีพวกเสียก่อน ทีนี้ใครหัวเราะเยาะก็น่าดูแหละ จะต่อยให้ฟันร่วงเป็นแถวๆไปเลย
แล้วก็ยังไม่ทันจะมีพวกสักกี่คนเลย มันก็ให้มีเรื่องถึงกับจะต้องต่อยหน้าไอ้เปียให้ได้ ไอ้เปียจอมเกกมะเหรกมันข่มเหงน้ำใจดีนัก มันก็รู้ว่าถ้ามันทำอย่างนี้ฟันมันก็จะต้องร่วง แต่มันก็ทำแล้ว ไอ้คนเก่งท้องนาหรือจะมาเก่งไปกว่าลูกศิษย์วัด ฟันผุๆของไอ้เปียก็เลยร่วง มันยืนร้องไห้เลือดกบปาก สมน้ำหน้า !
“ เธอชกนายเปียเขาทำไม ? ”
“ เขามาแย่งส้มผมครับ ”
ครูเรียกไปยืนหน้าโต๊ะครูทั้งสองคน ไม้เรียวอันยาวเฟื้อยวางอยู่บนโต๊ะเห็นถนัด ครูใหญ่เป็นคนสอบสวนเอง วันนี้ครูไม่ยิ้มแย้มอย่างที่เคย หน้าก็บึ้ง เสียงก็ดุ ไอ้เปียสะอื้นอืดๆ ก้มหน้ามองพื้น มันคงจะเจ็บจริง ชักสงสาร
“ เขาขอครับ แต่ผมไม่ให้ ”
รีบตอบแทนเสียเอง ก็ใครจะไปให้มันได้ ตัวเองยังไม่ยอมกิน แล้วหลวงตาก็สั่งแล้วสั่งอีก
“ เธอน่ะใจดำนักนะ ของกินเพียงแค่นี้แบ่งให้เพื่อนกินมั่งจะเป็นไรไป ”

ครูหยิบไม้เรียวมาถือ ขยับมือจนปลายไม้ไหวอยู่ริกๆ กิ่งฝรั่งอย่างนี้เหนียวนักพอๆกับกิ่งมะขาม ถูกตีเจ็บจับหัวใจทีเดียว
“ ใครชกกันจะต้องถูกเฆี่ยน รู้แล้วใช่ไหม ? ”
เสียงครูดุเหลือเกิน จนไม่กล้าจะพูดอะไรอีก
“ นายทนเป็นคนชกเพื่อนจนเจ็บถึงฟันฟางหัก เธอจะต้องถูกเฆี่ยนห้าที นายเปียถึงจะเจ็บแต่ก็เป็นคนก่อเรื่อง จะต้องถูกเฆี่ยนสองที เข้าใจไหม ? ”
คราวนี้เงียบกริบกันไปทั้งห้อง ไอ้พวกที่นั่งอยู่ตามโต๊ะเงียบสงบยังกะไม่มีปากไว้พูดได้ยินแต่ไอ้เปียสะอื้นกระซิกๆ ตั้งแต่จำความได้ ก็รู้อยู่ว่ามีหลวงตาอยู่องค์เดียวที่เป็นทุกอย่างในชีวิต พ่อกับแม่นั้นเป็นเพียงคำที่ได้ยินจนคุ้นเคย เห็นก็แต่ที่เป็นพ่อแม่ของเด็กอื่น
“ เอ็งมันลูกกำพร้า ข้าถึงเก็บเอ็งมาเลี้ยงไว้ พ่อแม่เอ็งข้าก็ไม่รู้ว่ามันไปอยู่เสียที่ไหน ? ”
หลวงตาเคยพูดอย่างนี้เสมอ ทนรู้ตัวว่าเป็นลูกกำพร้าแปลว่าไม่มีพ่อไม่มีแม่ มีแต่หลวงตา และหลวงตาก็แก่มากแต่ไม่ดุดันเหมือนพระแก่องค์อื่นๆ หลวงตาไม่เคยมีไม้เรียวกำหราบอย่างที่เด็กวัดกุฏิอื่นมักจะโดนฟาดกันเป็นแถวๆ อาจจะเป็นเพราะหลวงตามีแต่ความใจดีหรืออาจเป็นเพราะทนเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย ไม้เรียวกับทนจึงไม่ค่อยจะคุ้นเคยนัก เด็กอื่นแม้จะอยู่วัดเป็นลูกศิษย์วัด แต่ก็ไม่เหมือนทนเลยสักคนเดียว เขามีพ่อมีแม่กันทั้งนั้น มาอยู่วัดก็เพราะว่าแก่นแก้วเสียจนพ่อแม่ระอา อีกอย่างหนึ่งก็หวังจะให้พระท่านดัดนิสัย เมื่อ
ถึงเวลาจะต้องเข้าโรงเรียนเขาจึงได้เรียนทุกคน หลวงตานั้นแม้ว่าท่านจะใจดี แต่ความใจดีก็ไม่อาจแปรรูปเป็นปัจจัยส่งเสียให้ทนเข้าโรงเรียนเหมือนเด็กอื่นๆ ท่านจึงได้แต่ให้อ่าน ก ขอ ก กา ตามมีตามเกิด ตามประสายาก ไม่มีจุดหมายว่าเมื่อไรหรืออย่างไรจึงจะส่งเสียเด็กกำพร้าที่ท่านเลี้ยงไว้ได้ เมื่อวันที่วาสนาชะตาของเจ้าเด็กกำพร้าจะไม่เหมือนเก่า คือวันที่ผู้เป็นครูใหญ่หรืออาจารย์ใหญ่ตามที่ครูอื่นเขาพากันเรียกเข้ามาหาท่านจนถึงกุฏิ ขอรับภาระในการจัดการเรื่องเข้า โรงเรียนของเจ้าทนด้วยความเวทนามันนั้น หลวงตาจึงได้ดีอกดีใจนัก และถ้าท่านไม่ได้เป็นพระ ไม่ได้ครองผ้าเหลือง เป็นแต่เพียงผู้เฒ่าชาวบ้านวัดสระเงิน ที่รู้จักคุ้นเคยเหมือนผู้อื่นเขา สิบนิ้วของหลวงตาก็คงพนมขึ้นเป็นการตอบแทนน้ำใจครูใหญ่เสียแล้ว
“ เอ็งต้องจดจำ ต้องนึกถึงบุญคุณครูเขาไว้ให้มากๆ ลำพังข้าก็ให้เอ็งได้แต่ข้าวก้นบาตร วิชาความรู้อะไรถึงข้าจะให้เอ็งได้ มันก็ไม่เหมือนในโรงเรียน ”
หลวงตาไม่เคยช่างพูดาแต่ไหนแต่ไร ครั้งนี้ก็เหมือนกัน หลวงตาไม่เคยพูดซ้ำๆซากๆ แต่ความสนใจ ความยกย่องในน้ำใจของครูใหญ่ที่มาจากกรุงเทพฯนั้น หลวงตาแสดงออกให้ทนได้รู้เสมอ
“ วันนี้เอ็งไหว้ครูก่อนเรียนหนังสือหรือเปล่า ? ”
“ ไหว้ครับ ”

“ เออ ! ดี อย่าลืมเชียวนา เอ็งต้องไหว้ครูเขาทุกๆวัน ”
ทนไม่เคยลืมสักวันเดียว จนบางวันครูก็หัวเราะ เมื่อบังเอิญมาโรงเรียนสายเพราะมัวไปธุระที่อำเภอเสีย มาจนเลยเวลาเข้าเรียนไปนานแล้ว แต่พอครูเดินผ่านห้องเท่านั้น แม้ว่าทนกำลังเรียนอยู่ก็ต้องขออนุญาตครูประจำชั้นออกมาสวัสดีครูใหญ่ก่อนจนได้
“ เอ็งต้องแทนคุณครูเขามั่ง แสดงความกตัญญูรู้คุณด้วยการกราบไหว้เขา มีอะไรช่วยครูเขาได้ก็ช่วย ”
ไม่ใช่แต่เท่านี้หรอก ความรู้คุณคนของหลวงตานั้นมีมากนักจนซึมซาบเข้าไปในจิตของทนเหมือนหยาดน้ำที่หยดลงบนก้อนสำลีทีละนิด ทีละนิดจนชุ่ม
“ เอามือกอดอก หันหลังมา ”
ครูใหญ่ไม่ได้แผดเสียงสักนิดเดียว เสียงครูธรรมดาแท้ๆ แต่กระนั้นทนก็ถึงกับสะดุ้ง ใจเต้นตึ้กๆ ขอบตาร้อนผ่าว น้ำตามันวิ่งมาคลอจนกบลูกตา ก้าวออกมายืนกอดอก หันหลังให้ตามครูสั่ง แต่ละทีที่ผ่านไปนั้น ช่างเนิ่นนานและยืดยาดเสียนี่กระไร กว่าการลงโทษจะสิ้นสุด กว่าคุณครูจะอนุญาตให้กลับไปนั่งที่ได้ พอก้มลงคำนับ พอจะหันหลังกลับไปยังโต๊ะเรียน ไอ้เจ้าตัวต้นเหตุที่ทำให้ต้องต่อยกะไอ้เปีย จนต้องถูกเฆี่ยนน้ำตานองหน้า ก็หล่นจากกระเป๋ากางเกงที่มันขาด จนต้องรัดปลายไว้ด้วยยางหนังสะติ๊ก ก้นกระเป๋าตื้นนัก มันก็เลยกลิ้งออกมาได้ง่ายๆ มันกลิ้งตกลงไปที่พื้น ทีแรกก็กะไว้ว่าจะรอกินข้าวเพลเสียก่อน แต่ไม่ต้องรอก็คงได้ ก็ครูเห็นเสียแล้วนี่ ถึงหลวงตารู้ว่ามันทำไปไม่เหมือนกะที่ได้สั่งมาทีเดียว หลวงตาก็คงไม่ว่าอะไรหรอก
ก็เลยหยิบขึ้น เมล็ดข้าวสุกที่เขาใส่บาตรหลวงตาพร้อมกับส้มใบนี้ยังแข็งกรังเกาะติดอยู่กับผิว ไม่มีเวลาจะแกะออกเสียแล้ว
“ เอาของเธอไปซี ฉันไม่ได้ริบส้มของเธอด้วยนี่ ”
พอวางลงบนโต๊ะ ครูก็พูดกับทน น้ำเสียงนั้นไม่แข็งกร้าวเหมือนเมื่อตอนก่อนที่จะถูกเฆี่ยน ทนจึงกล้าบอกครูด้วยเสียงกระท่อนกระแท่นเพราะน้ำตายังไม่ยอมหยุด
“ ผมเอามาให้ครูครับ หลงตาไปบิณฑบาตได้ส้มมาให้ผม ๒ ลูก เลยแบ่งมาให้คุณครูลูกนึง แล้วไอ้เปียมันจะแย่ง บอกว่าจะให้ครูมันก็ไม่เชื่อ....”
พูดได้แค่นี้ครูก็พูดว่า
“ ขอบใจนะทน ขอบใจมาก ”
เสียงเบาจนเกือบจะไม่ได้ยิน ครูไม่เคยพูดกระซิบยังงี้ เงยหน้าขึ้นมองก็เลยรู้ว่าทำไมเสียงครูจึงค่อยนัก เย็นนี้จะกลับไปเล่าให้หมด หลวงตาคงจะรู้ว่าทำไมครูถึงน้ำตาคลอยังกะจะร้องไห้ ผู้ใหญ่นี่แปลกจริงๆ ไม่ต้องถูกตีก็ร้องไห้ได้ ชอบกลแท้ๆ.