วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เรื่องสั้น : เขียดขาคำ / สะท้อนชีวิตคนอีสาน : ความเชื่อ : ความคิดที่ควรเปลี่ยนแปลง

เรื่องสั้น : เขียดขาคำ
ลาวคำหอม
แดดกล้าเริงแรง เหมือนจงใจจะแผดเผาทุกชีวิตบนทุ่งหญ้ากว้างให้ไหม้มอดจนสิ้นซาก
สะแบงหลวงกับพะยอมยืนโดดเด่น ทิ้งใบแก่สีเหลืองคล้ำร่อนลงดินเป็นครั้งคราว เขาหย่อนกายลงตรงโคนไม้ด้วยท่าทางที่เหนื่อยอ่อน เสื้อสีครามคล้ำเปียกชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อ รอบตัวมีแต่ความอ้างว้างแห้งแล้ง เขาเพ่งมองกลุ่มหญ้าหม่นและฟางฝอยที่ปลิวว่อนหมุนเป็นลำสูงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า นอกจากหญ้าและฟาง มันยังหอบเอาดินสีน้ำตาลลอยฟุ้งจนมืดมัวไปหมด มันเป็นลมหัวกุดหรือที่บางคนเรียกลมหัวด้วน เขารู้สึกหวาดขึ้นมาทันทีเมื่อคิดได้ว่า ลมที่พัดตึงๆอยู่นั้น ผู้ใหญ่เคยบอกว่ามันเป็นเครื่องหมายของความแห้งแล้ง ความอดอยาก ความวิบัติและความตาย เมื่อคิดถึงตรงนี้เขารู้สึกกระวนกระวายอยากจะไปให้ถึงบ้านที่มองเห็นยอดไผ่เรี่ยดินลิบๆอยู่เบื้องหน้า แต่ก็ลังเลที่จะเดินต่อ เพราะเมื่อครู่นี้เอง ก่อนจะถึงร่มไม้ เขารู้สึกหูอื้อ ตามัว ซึ่งเขารู้ว่ากำลังจะเมาแดดและเป็นลม เขามองดูฝ่าเท้าที่พองเพราะความร้อนไหม้ของพื้นทราย แล้วรู้สึกโกรธขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก โกรธดินฟ้าอากาศซึ่งช่างมีแต่ความทารุณไม่จบสิ้น เช้านี้มันยังหนาวเหน็บจนถึงกระดูกแต่ขณะนี้กลับร้อน จนรู้สึกว่าหัวจะแตกออกเป็นเสี่ยง เมื่อคิดถึงความเยือกเย็นยามเช้าตรู่ก็ยิ่งคิดถึงลูกน้อยมากขึ้น
เช้านี้เอง เขากับลูกเล็กสองคนพากันออกไปหาเขียด เพื่อหาอาหารมื้อเช้าที่ทุ่งนาข้างบ้าน อากาศแสนหนาว ลูกน้อยทั้งสองคนคางสั่นกักๆขณะที่ก้มมองหาตาเขียด ซึ่งซ่อนอยู่ตามรอยแตกระแหงของผืนนา ทุกครั้งที่มองเห็นตาใสในหลืบเล็ก ลูกน้อยจะเรียกเขาเสียงดัง
“ พ่อ นี้อีกตัว ”
“ พ่อ หลืบนี้มีสอง เขียดขาคำ๑เสียด้วย เร็วหน่อยสิพ่อ ”
เขาจะกะโผลกกะเผลกไปตามเสียงเรียก ใช้จอบงัดรอยระแหง บางตัวเขาจับมันได้
ทันที แต่มีบางตัวพอเริ่มงัดดินมันก็กระโดดแผล็วไป เป็นหน้าที่ของลูกที่จะไล่ตะครุบ บางตัวก็ทัน บางตัวก็กระโดดลงไปในหลืบดินใหม่ ทำให้เขาต้องตามไปงัดรอยระแหงนั้นอีก บางครั้งถ้าโชคดีนอกจากจะได้เขียด ยังพบหอยกาบ หอยจุ๊บแจงที่หมกตัวรอฝนซึ่งเขาก็เก็บมันไป แดดเริ่มอุ่นและได้เขียดมากพอสำหรับข้าวมื้อเช้าแล้ว เสียงผู้ใหญ่บ้านเคาะเกราะเรียกประชุมดังแว่วมาจากในบ้าน เมื่อคิดถึงตรงนี้เขารู้สึกโกรธตัวเองขึ้นมาอีกอย่างบอกไม่ถูก เพราะถ้าหากว่าเขากลับบ้านเสียแต่ตอนนั้น ลูกน้อยที่น่าสงสารก็คงไม่เจ็บ มันเป็นหลืบสุดท้ายแท้ๆ ในทันทีที่เขางัดดินแตกกระจาย เขียดขาคำโตเต็มที่ขนาดหัวแม่มือกระโดดแผล็วผ่านหน้าลูกชายคนกลางไป เด็กน้อยไล่ตามไปห้า-หกวา เขียดจึงกระโดดลงไปในรอยเท้าควาย ลูกน้อยของเขาล้วงมือตามหมายจะจับ เท่านั้นเองเขาก็ตะลึงแทบสิ้นสติ เมื่อได้ยินลูกน้อยร้องเสียงลั่น

( ๑ เขียดขาคำ หมายถึง เขียดชนิดหนึ่ง มีรูปร่างคล้ายกบแต่ขนาดเล็กกว่า ส่วนท้องและขามีสีเหลือง )


“ พ่อ งู งูกัดมือ ! ” งูเห่าแผ่แม่เบี้ยขู่ฟ่อๆ ได้สติเขากระโจนใช้ด้ามจอบหวดเต็มแรงสามครั้ง งูร้ายก็หางสั่นดิกๆ เขาหอบลูกน้อยพร้อมครุ๑เขียดกลับเข้าบ้าน และไม่ลืมบอกลูกอีกคนลากงูไปด้วย ลูกของเขาร้องไห้และครางเบาๆตลอดทาง มือของเด็กตบที่หน้าอกบอกว่าหายใจไม่ออก เมื่อถึงบ้าน กสิ่งโกลาหลไปหมด วิ่งหาหมอน้ำมนต์ หมอยากลางบ้านเท่าที่คิดชื่อได้
“ เอาเขียดมาสับปิดที่แผล ” เพื่อนบ้านคนหนึ่งร้องบอก
“ ปิ้งตับงูให้มันกิน ” อีกคนตะโกนเสียงดัง เขาวิ่งไปที่ซากงูผ่าท้องหาตับ ในขณะ
ที่เมียของเขาเฝ้าแต่ร้องไห้ ยิ่งสายคนยิ่งมาก เพื่อนบ้านที่ประชุมอยู่บ้านผู้ใหญ่เมื่อทราบข่าวก็แตกฮือ
มาสมทบ และในขณะเดียวกัน เขาก็ตกใจแทบเป็นบ้า เมื่อเพื่อนบ้านบอกว่าเขาต้องไปอำเภอวันนี้
เพราะผู้ใหญ่บ้านชี้แจงว่า วันนี้เป็นวันที่ทางการจะจ่ายเงินให้กับคนมีลูกตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป และเขา
ก็เป็นหนึ่งที่มีลูกครบห้าคนพอดี
“ จะไปได้ยังไง ลูกจะตายแหงบๆอยู่ไม่เห็นหรือ ? ” เขาพูดอย่างเจ็บแค้น
“ มันจะเป็นไรไปวะ มดหมอออกมากมายต่างก็เคยรักษากินบ้านกินเมืองมาแล้ว
ทั้งนั้น ”
“ ไปซีอ้ายบ้า ตั้งสองร้อยบาทเทียวนะ เกิดมามึงเคยมีรึ เงินสองร้อยน่ะ ”
“ พูดมันเสียเถอะ ” อีกคนพูด “ ถ้ามันเกิดมีอันเป็นถึงล้มถึงตาย ก็เลยจะชวดเท่านั้น ”
“ ไม่ไป๊ ไม่ไป ” เขาเอ็ดตะโร “ ลูกนอนหายใจหงับๆอยู่ ยังจะมาบอกให้ไป วันอื่น
มันทำไมไม่จ่าย จริง เงินสองร้อยบาทแต่เกิดมาก็ไม่เคยมี แต่กูไม่ไป ข้าไม่ไป ”
“ ตะราง ” อีกคนหนึ่งพูด “ ถ้าไม่ไปมันก็ตะรางเท่านั้นเอง มีหรือจะขัดเจ้าขัดนาย
เขาให้ต้องเอา ไม่เอาก็ตะราง ”
เขารู้สึกใจเสียเมื่อได้ยินคำว่าตะรางบ่อยๆ แต่ก็ยังแข็งใจพูด
“ ตะรางตะเริงที่ไหน ก็บอกไม่เอา ไม่เอา ลูกจะตายทั้งคนจะทิ้งไปได้ยังง้าย ! ”
เขาขึ้นเสียง “ ไม่ไป ไม่ไป ” เขาย้ำอีก
“ ไปเสีย อย่าขัดทางการเขา เราเป็นราษฎร ” หันไปก็พบผู้ใหญ่บ้านยืนหน้าขรึม
อยู่ข้างๆ เสียงเขาแหบแห้งลงทันที
“ ถ้าไม่ไปโทษถึงตะรางจริงหรือ ? ” เขาถาม
“ แน่นอน ” ผู้ใหญ่บ้านพูดขึงขัง “ บางทีถึงจำตลอดชีวิต ”


( ๑ ครุ หมายถึง ภาชนะที่สานด้วยไม้ไผ่แล้วอุดรอยสานด้วยครั่ง รูปร่างคล้ายถังน้ำ )
เท่านั้นเอง เขาก็ต้องซมซานไปอำเภอเหมือนคนบ้า ฝากลูกน้อยกับหมอน้ำมนต์และ
เพื่อนบ้าน แล้วผลุงลงเรือนไป ถึงอำเภอเมื่อจวนจะเพล พบกับเพื่อนบ้านที่มาเอาเงินเช่นเดียวกับเขา
นั่งเป็นกลุ่ม เพื่อนบ้านชี้ให้เขาไปที่โต๊ะปลัดอำเภอแก่ๆคนหนึ่ง จึงผลุนผลันเข้าไป
“ ผมนายนาค นางาม ครับ มาขอเอาเงินค่ามีลูกมาก ”
ปลัดอำเภอเงยหน้าที่อวบอูมขึ้นมองเขาช้าๆ จ้องอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดเสียงหนัก
“ อ้ายบ้า คนกำลังทำงานไม่มีตารึ ไป๊ ! ไปรอข้างนอก ”
“ เออ นาย ลูกผมกำลังจะตาย ” แต่แล้วเขาก็ชะงักโดยเร็วเมื่อคิดว่าเขาไม่ควรพูดคำนี้เพราะบางทีเจ้านายเกิดสงสัยว่าลูกเขาตายจะลำบาก ปลัดอำเภอนั้นก้มหน้าเขียนอะไรขยุกขยิกต่อไปอีก นาคเดินออกมาสมทบเพื่อนข้างนอกอย่างเงื่องหงอย เกิดเป็นราษฎรชาวนานี่ช่างมีแต่กองทุกข์ เขาคิด อดอยากปากหมองก็สุดจะทุกข์อยู่แล้ว หันหน้าไปหาเจ้านายก็มีแต่คำขู่เข็ญเขารอต่อไปจนเที่ยง แต่เจ้านายคนนั้นยังเขียนหนังสือต่อไป เหมือนไม่มีพวกเขา ชาวนาทั้งหลายซึ่งนั่งรออยู่อย่างกระวนกระวาย สักครูปลัดจึงลุกขึ้นเดินอาดๆออกมาข้างนอก แต่ยังมีเมตตาหันมาบอกสองสามคำ




“ เที่ยงแล้ว หยุดพัก บ่ายโมงมาเอา ”



นาคกับเพื่อนนั่งรอจนบ่าย ปลัดหน้าตายคนนั้นจึงเข้ามาและเรียกพวกเขาให้เข้าไปหา ทุกคนนั่งราบลงที่พื้น เขาเริ่มซักถามต่างๆว่าทำยังไงจึงมีลูกมากนัก เพื่อนบ้านก็ตอบไปงกๆเงิ่นๆ เรียกเสียงหัวเราะอย่างชอบใจจากหมู่เจ้านายที่หันมาฟังคำตอบอันแสนจะน่าอดสูเหล่านั้น
และแล้วก็ถึงเขาจนได้
“ คนไหน นายนาค นางาม ”
“ ผมครับ ” เขาตอบอ้อมแอ้ม
“ เราล่ะ ทำยังไงจึงมีลูกมากมายนัก ” หลายคนหัวเราะคิกๆ
“ โอ๊ย ! มันยากมันจนเจ้านายเอ๊ย ” เขาโพล่งออกไปเพราะเหลืออด
“ ก็มันเกี่ยวอะไรกับยากๆจนๆเล่า ” ปลัดซักด้วยน้ำเสียงแสดงความผิดหวังในคำตอบ



“ มันจน มันจน ไม่มีเงินจะไปซื้อผ้าห่ม ถึงจะเหม็นสาบเหม็นคาวทั้งปีทั้งชาติ
ก็ได้ใช้เมียนั้นแล้วต่างผ้าห่ม ลูกมันก็หลั่งไหลมา ” แทนเสียงหัวเราะ ทุกคนเงียบงันไปครู่หนึ่ง
เสียงปลัดหน้าตายคนนั้นจึงปร่าๆขึ้น
“ บ๊ะ อ้ายหมอนี่เอาเมียทำผ้าห่ม ”

ลมพัดมาอีกอู้หนึ่ง สะแบงและพะยอมทิ้งใบแก่กราวใหญ่ ประกายแดดยังเต้น
ระยิบ ลมหัวกุดยังคงพัดอื้ออึงกลางทุ่งโล่งเบื้องหน้า นาคผละจากเงาไม้สูงฝ่าเปลวแดดร้อนยามบ่ายมุ่งตรงไปหมู่บ้าน ไม่นานเขาสวนทางกับเพื่อนบ้านหมู่หนึ่ง
“ เฮ้ยทิดนาค ” เสียงนั้นทักมาแต่ไกล ไม่ทันจะตอบอีกคนหนึ่งก็ชิงเล่า
“ เอ็งโชคดีเหลือเกิน ” คำเล่าทำให้เขาใจชื้นมากขึ้น ยิ้มเล็กน้อยก่อนถาม
“ โชคยังไง โชคยังไง ” เขาถามอย่างร้อนรน
“ ก็เงินสองร้อยเอ็งได้รึเปล่าเล่า ? ”
“ ได้ซี อยู่นี่ ” เขาตบกระเป๋า
“ โชคดีเหลือเกิน โชคเอ็งดีเหลือเกินนาคเอ๋ย ถ้าเอ็งช้าไปอีกวันเดียวก็ชวดเงิน
สองร้อยบาท ”
“ ? ”


ข้อสอบกลางภาค ท ๔๓๒๐๑ : การอ่านและพิจารณาวรรณกรรม

แบบทดสอบกลางภาคเรื่อง เรื่องสั้น ( Short Story )
วิชา ท ๔๓๒๐๑ การอ่านและพิจารณาวรรณกรรม คะแนน ๒๐ คะแนน เวลา ๕๐ นาที
ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๑


คำสั่ง : จงเลือกคำตอบข้อที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว
จงอ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ ๑-๔
“ ความตายของลูกชายเปลี่ยนนิสัยพ่อ จากที่ไม่เคยฟังใครกลายเป็นพ่อที่อบอุ่นสำหรับลูกสาวทั้งสอง พ่อมักพูดถึงความฝันของตัวเองให้ลูกฟังทุกวัน จนมันกลายเป็นภาระที่คนในครอบครัวจะต้องช่วยกันส่งเสริมสมาชิกคนเล็กสุดให้ได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัยมีชื่อให้จงได้ ”
๑. ข้อความนี้มาจากเรื่องสั้นเรื่องใด
ก. เนื้อพะยูน ข. หนี้น้ำใจ
ค. ความหวังก่อนตาย ง. เมื่อเย็นย่ำ...ของวันอันร้าย
๒. ข้อความนี้มีตัวละครกี่ตัว
ก. ๑ ตัว ข. ๒ ตัว
ค. ๓ ตัว ง. ๔ ตัว
๓. ประเด็นสำคัญของข้อความนี้คืออะไร
ก. ลูกชายเสียชีวิต
ข. สาเหตุการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของพ่อ
ค. ความรับผิดชอบของลูกสาวต่อความประสงค์ของพ่อ
ง. พ่อต้องการให้ลูกสาวคนเล็กเป็นความ
หวังของครอบครัวแทนลูกชายที่ตายไป
๔. โวหารของข้อความนี้เป็นประเภทใด
ก. อธิบายโวหาร ข. บรรยายโวหาร
ค. อุปมาโวหาร ง. พรรณนาโวหาร

จงอ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ ๕-๘
“ บ่อยครั้งที่ความชั่วช้า ต่ำทราม ได้เข้ามาทักทายเกี่ยวพันเขาและเขาได้พ่ายแพ้ หวิดจะทำให้ตระกูลอัปยศอดอายมาก็หลายหน การพนัน ผู้หญิง และเพื่อนชั้นต่ำ เขามักง่ายพ่ายแพ้มันเสมอ ”
๕. ข้อความนี้มาจากเรื่องสั้นเรื่องใด
ก. เนื้อพะยูน ข. หนี้น้ำใจ
ค. ความหวังก่อนตาย
ง. เมื่อเย็นย่ำ... ของวันอันร้าย
๖. คำใดบ่งบอกถึงฐานะของตัวละคร
ก. ตระกูล
ข. การพนัน
ค. ความชั่วช้า
ง. ผู้หญิงและเพื่อนชั้นต่ำ
๗. จากข้อ ๖. คำใดบ่งบอกถึงเพศและอายุของตัวละคร
๘. คำใดช่วยสรุปอุปนิสัยตัวละครผู้นี้ว่ามีจิตใจใฝ่ไปในทางต่ำมากกว่าคำอื่นๆ
ก. บ่อยครั้งที่ความชั่วช้า
ข. และเขาได้พ่ายแพ้
ค. ตระกูลอัปยศอดอาย
ง. การพนัน ผู้หญิงและเพื่อนชั้นต่ำ

จงอ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ ๙-๑๒
“ ไม่รู้ว่าพระอาทิตย์ไปอยู่เสียที่ไหน ตื่นขึ้นมาฟังเสียงไอ้โต้งมันโก่งคอขันอยู่เป็นนานแล้ว ฟ้าก็ยังไม่ใสสักที นึกอยากจะเปิดหน้าต่างดูตะวันให้ถนัดก็ไม่กล้าสารพัดล่ะมันน่ากลัว หน้าต่างข้างมุ้งนี่ก็อยู่กับทางเดียวกับไม้ใหญ่โอบไม่รอบต้นนี้เสียด้วย ที่จริงมันก็ต้นจันท์แท้ๆ แต่ไม่ว่า
ต้นอะไรลงว่าฟ้ามันยังไม่สางก็น่ากลัวทั้งนั้น ”
๙. ข้อความนี้มาจากเรื่องสั้นเรื่องใด
ก. เนื้อพะยูน
ข. หนี้น้ำใจ
ค. ความหวังก่อนตาย
ง. เมื่อเย็นย่ำ...ของวันอันร้าย
๑๐. ข้อความนี้เขียนโดยใช้โวหารชนิดใด
ก. อธิบายโวหาร ข. บรรยายโวหาร
ค. อุปมาโวหาร ง. พรรณนาโวหาร
๑๑. สาระสำคัญของข้อความที่ผู้เขียนต้องการ
สื่อสารมากที่สุดได้แก่สิ่งใด
ก. ฉากภายในวัด
ข. แสดงถึงเวลากลางคืน
ค. ความน่ากลัวของต้นจันท์
ง. ความรู้สึกกลัวของตัวละคร
๑๒. ข้อความนี้ขึ้นต้นด้วยประโยคชนิดใด
ก. ประโยคคำถาม ข. ประโยคคำสั่ง
ค. ประโยคบอกเล่า ง. ประโยคปฏิเสธ
จงอ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ ๑๓-๑๖
“ สะแบงหลวงกับพยอมยืนโดดเด่น ทิ้งใบแก่สี
เหลืองคล้ำร่อนลงดินเป็นครั้งคราว เขาหย่อนกายลงตรงโคนไม้ด้วยท่าทางที่เหนื่อยอ่อน เสื้อสีครามคล้ำเปียกชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อ รอบตัวมีแต่ความอ้างว้างแห้งแล้ง ”
๑๓. ข้อความนี้มาจากเรื่องสั้นเรื่องใด
ก. เนื้อพะยูน ข. หนี้น้ำใจ
ค. เขียดขาคำ ง. ความหวังก่อนตาย
๑๔. ผู้เขียนข้อความนี้เน้นจุดประสงค์ใดเป็นสำคัญ
ก. ฉาก ข. ตัวละคร
ค. บทบรรยาย ง. บทพรรณนา
๑๕. จากข้อมูลบริบทต่างๆในข้อความนี้จะอนุมานตัวละครได้ว่าประกอบอาชีพใด
ก. ชาวนา ข. ชาวไร่
ค. กรรมกร ง. เกษตรกร
๑๖. คำใดสะท้อนว่าผู้เขียนใช้คำที่ให้เกียรติยกย่องตัวละคร
ก. เขาหย่อนกาย
ข. ท่าทางเหนื่อยอ่อน
ค. เสื้อสีครามคล้ำเปียกชื้น
ง. ไปด้วยหยาดเหงื่อ
จงอ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ ๑๗-๒๐
“ ผมเฝ้ารอมันด้วยความอดทน ปกติจะมีรถจากตัวเมืองตรังมาที่อำเภอกันตังวันละเที่ยวก็จริง แต่รถจากกันตังมาที่บ้านพระม่วง มีเพียงเที่ยวเดียว เนื่องจากพระม่วงเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ไม่มีความ
สำคัญอะไรนัก ”
๑๗. ข้อความนี้มาจากเรื่องสั้นเรื่องใด
ก. เนื้อพะยูน ข. หนี้น้ำใจ
ค. เขียดขาคำ ง. ความหวังก่อนตาย
๑๘. สาระสำคัญของข้อความนี้เน้นการบรรยายข้อมูลใด
ก. การเดินทางจาก จ.ตรัง - อ.กันตัง - หมู่บ้านพระม่วง
ข. เน้นสภาพหมู่บ้านพระม่วงที่อยู่ห่างไกลจาก จ.ตรัง
ค. ความรู้สึกของตัวละครด้านการรอคอยและน้อยใจที่อยู่ห่างไกลตัวเมือง
ง. บรรยายตัวละคร ๒ ตัวเพื่อการเปิดเรื่องและดำเนินเรื่องต่อไป
๑๙. ตัวละครในข้อความนี้มีถิ่นพำนักอยู่ที่ใด
ก. หมู่บ้านพระม่วง
ข. จังหวัดตรัง
ค. อำเภอกันตัง
ง. ไม่แน่นอน
๒๐. ข้อความใดบ่งถึงความน้อยใจของตัวละครมากที่สุด
ก. ผมเฝ้ารอมันด้วยความอดทน
ข. ปกติจะมีรถจากตัวเมืองตรังมาที่อำเภอกันตังวันละเที่ยว
ค. แต่รถจากกันตังมาที่บ้านพระม่วงมีเพียงเที่ยวเดียว
ง. เนื่องจากพระม่วงเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่ไม่มีความสำคัญอะไรนัก
จงใช้คำตอบต่อไปนี้ ตอบคำถามข้อ ๒๑-๒๔ ว่าข้อความหรือคำพูดที่ยกมาอ้างเป็นคำพูดหรือบุคลิกของตัวละครชื่ออะไร
ก. เก๋ ข. ตา
ค. คำหล้า ง. ครูใหญ่
๒๑. “ พ่อกับแม่ครับ ” มันชี้ให้ดู คำว่าพ่ออยู่ข้างซ้ายของสะดือแม่อยู่ที่ข้างขวา ตลกดีไอ้ลูกแหง่
๒๒. “ ถ้าหนูทำแบบทดสอบของสถาบันไม่ได้
หนูก็จะไม่สอบเอนทรานซ์ เพราะอาจารย์บอกว่าไม่เคยมีใครที่ตกการทดสอบที่นี่จะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ”
๒๓. “ อ้าว ! นี่ทำไมมายืนแอบต้นไม้ยังงี้ล่ะ
ทำไมไม่เข้าห้องเรียนจ๊ะ ”

๒๔. “ วันสุดท้ายในชีวิตของหญิงผู้อาภัพมาถึง
ตรงกับวันประกาศผลเอนทรานซ์ เธอตื่นแต่เช้า กินอาหารได้มากเป็นพิเศษ ม่านตาขยายกว้างและแจ่มใส พูดคุยนานและไม่มีอาการหอบ ”
จงใช้คำตอบต่อไปนี้ ตอบคำถามข้อ ๒๕-๒๘ ว่าข้อความหรือคำพูดที่ยกมาอ้างเป็นคำพูดหรือบุคลิกของตัวละครในเรื่องสั้นเรื่องหนี้น้ำใจตัวใด
ก. ด.ช.ทน ข. ด.ช.เปีย
ค. ครูใหญ่ ง. หลวงตาฟื้น
๒๕. “ มองไม่ถนัดจึงยื่นหน้าออกไปอีก สายมุ้งที่เป็นปมเล็กขอดน้อยคร่าคร่ำ ประสาเชือกที่เก็บๆตามห่อของมาก็เลยขาดผึงลงมาคลุมหัว เจ้าของมุ้งนั่งตัวแข็งทื่อนึกว่าผีหลอก ”
๒๖. “ เพื่อนเข้าห้องหมดแล้ว ทำไมเพิ่งมานาย........ “ ผมไปช่วยแม่ถอนกล้าครับ ”
๒๗. “ กลางดึกนั้น ..........ยังไม่นอน ยังนั่งทำอะไรง่วนอยู่หน้าตะเกียงลาน จะลุกไปดูก็ง่วงเต็มที นอนต่อกระทั่งเช้าตื่นขึ้นมาจึงได้เห็นเสื้อเมื่อวานวางอยู่หน้าเตียง........ ไอ้ตัวที่ใส่ไปเรียนหนังสือนั่นแหละ ........ติดกระดุมไว้แล้ว ติด
ให้จนครบห้าเม็ดแต่ว่าสีไม่ซ้ำกันสักเม็ดเดียว ”
๒๘. “ ผู้ใหญ่นี่แปลกจริงๆ ไม่ต้องถูกตีก็ร้องไห้ได้ ชอบกลแท้ๆ ”
๒๙. “ เด็กอีสานคนเก่าที่ช่วยงานผมมาเกือบปี
ลากลับไป สงกรานต์ที่บ้านแล้วก็หายสาบสูญไปเลย มันทำให้ผมต้องสูญรายได้เดือนที่แล้วทั้งเดือน แลผมก็กำลังเข้าตาจนด้วยถ้าเดือนนี้ผมยังหาเงินไม่ได้ เรือหาปลาลำเดียวของผมต้องถูกยึดแน่ ” ข้อความนี้แสดงความรู้สึกของผู้พูดอย่างไร
ก. เสียใจ ข. น้อยใจ
ค. คับข้องใจ ง. เจ็บใจ
๓๐. “ ลมพัดอ่อนๆขณะที่ผมพาเรือแล่นไปช้าๆ
ตามแนวหาดเจ้าไหม น้ำใสมองเห็นทุ่งหญ้าชะเงาใบสั้นตะคุ่มอยู่ในน้ำลึก ๕ วา เป็นแนวยาวเหยียดตลอดชายฝั่ง ”
ข้อความนี้เป็นโวหารชนิดใด
ก. อุปมาโวหาร ข. อธิบายโวหาร
ค. บรรยายโวหาร ง. พรรณนาโวหาร
๓๑. “ จนทุกวันนี้เด็กสาวยังบวชเป็นชี เธอมักถามตัวเองว่าการที่พี่สาวผู้อาภัพผู้ซึ่งไม่เคยได้รับความสุขใดๆในชีวิตแม้ก่อนตายยังถูกน้องสาวโกหก เพียงเพื่อให้ได้รับความสุขลวงๆ ถูกหรือผิด ? ”
ข้อความนี้แสดงความรู้สึกของตัวละครอย่างไร
ก. เสียใจ ข. พอใจ
ค. กังวลใจ ง. ไม่แน่ใจ
๓๓. “ เอ็งมันลูกกำพร้า ข้าถึงเก็บเอ็งมาเลี้ยงไว้ พ่อแม่เอ็งข้าก็ไม่รู้ว่ามันไปอยู่เสียที่ไหน ? “
ข้อความนี้แสดงความรู้สึกของผู้พูดอย่างไร
ก. เอ็นดู ข. สงสาร
ค. สมเพช ง. เวทนา
๓๓. “ วันนี้เอ็งไหว้ครูก่อนเรียนหนังสือ
หรือเปล่า ? ” ข้อความนี้เป็นคำพูดชนิดใด
ก. คำถาม ข. คำสั่ง
ค. คำสอน ง. คำเตือน
๓๔. “ ก็เลยหยิบขึ้น เมล็ดข้าวสุกที่เขาใส่บาตรหลงตาพร้อมกับ..........ใบนี้ยังแข็งกรังติดอยู่กับผิว ไม่มีเวลาจะแกะออกเสียแล้ว ”
คำที่ละไว้ในช่องว่าง เป็นผลไม้ชนิดใดในเนื้อเรื่อง
ก. กล้วย ข. ส้ม
ค. พุทรา ง. มะม่วง

๓๕. “ เป็นสามีที่ซื่อสัตย์ของเธอ เป็นพ่อที่ดีของลูกและเป็นผู้นำที่ขันแข็งแห่งครอบครัว เขาเป็นผู้ที่อดทนต่อความเลวเป็นอย่างยิ่ง...”
ข้อความนี้มีน้ำเสียงแสดงความรู้สึกอย่างไร
ก. ชื่นชม - ยกย่อง
ข. ชื่นชม - เยาะเย้ย
ค. ชื่นชม - อาลัย
ง. ชื่นชม - ยินดี
๓๖. “ ฉันจะให้มันเรียนหนังสือให้เก่ง ให้มันเรียนสูงๆเป็นครูหรือเป็นหมอก็ได้ ”
ใครเป็นผู้กล่าวคำพูดนี้
ก. เขา - พนักงานกวาดขยะเทศบาล
ข. เธอ - ภรรยา
ค. เขา - เศรษฐี
ง. เธอ - ภรรยาเศรษฐี
๓๗. “ ใครกันนะ ที่ถูกรถราคาแพงของเขาชนล้มตายไปวันนี้ ....ราคาชีวิตของคนนั้นกับราคารถของลูกชายใครจะแพงกว่ากันแน่ ....เธอคิด ” ข้อความนี้แสดงความรู้สึกของผู้พูดอย่างไร
ก. อวดฉลาด ข. อวดดี
ค.อวดรวย ง. อวดเก่ง
๓๘. “ เขาหอบลูกน้อยพร้อม ครุเขียด กลับบ้าน
และไม่ลืมบอกให้ลูกอีกคนลากงูไปด้วย ”
คำที่ขีดเส้นใต้ หมายถึงภาชนะคล้ายข้อใด
ก. ขันน้ำ ข. ชะลอม
ค. ตะกร้า ง. ถังน้ำ
๓๙. “ เกิดเป็นราษฎรชาวนานี่ช่างมีแต่กองทุกข์
เขาคิดอดอยากปากหมองก็สุดจะทุกข์อยู่แล้ว หันหน้าไปหาเจ้านายก็มีแต่คำขู่เข็ญ ”
ข้อความนี้แสดงความรู้สึกอย่างไร
ก. เสียใจ ข. น้อยใจ
ค. ท้อใจ ง. แค้นใจ

๔๐. “ เอ็งโชคดีเหลือเกิน ” คำเล่าทำให้เขาใจชื้นมากขึ้นยิ้มเล็กน้อยก่อนถาม
“ โชคยังไง โชคยังไง ” เขาถามอย่างร้อนรน
“ ก็เงินสองร้อยเอ็งได้รึเปล่าเล่า ”
“ ได้ซี อยู่นี่ ” เขาตบกระเป๋า
“ โชคดีเหลือเกิน โชคเอ็งดีเหลือเกินนาคเอ๋ย
ถ้าเอ็งช้าไปอีกวันเดียวก็ชวดเงินสองร้อยบาท ” “ ? ”

ข้อความนี้เป็นการปิดเรื่องสั้นเรื่องเขียดขาคำแบบใด
ก. โศกนาฏกรรม ข. สุขนาฏกรรม
ค. เป็นจริงในชีวิต ง. พลิกความคาดหมาย

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

จากศิษย์ พ.บ.รุ่น 1 - ศิษย์ พ.บ. รุ่น 109

คำพูดหลวงพ่อขาว
พ่อดีใจหนักหนาเห็นหน้าเจ้า กลับบ้านเก่าวันนี้ปีละหน
ผู้ไม่ลืมถิ่นฐานบ้านเรือนตน
เขาเรียกคนอย่างนี้ว่าดีงาม
เจ้าอุตสาห์มากราบพ่อซาบซึ้ง
เราคือหนึ่งยิ่งใหญ่ในสยาม
“ พิบูลวิทยาลัย ” ใครก็ตาม
เพียงเอ่ยนามร้องอ๋อยี่ห้อเรา
ทุกที่หกเมษามาเถิดหนู
พ่อนั่งอยู่ตรงนี้ ณ ที่เก่า
เห็นหน้าลูกพ่อหายคลายซึมเซา
เพลงโพธิ์เหงากลับฟื้นเป็นรื่นรมย์
เจ้าอุตสาห์มากราบพ่อซาบซึ้ง
เพียงครั้งหนึ่งวันนี้ก็ดีถม
“ เขียว-แดง ” ยังหวานหอมชวนดอมดม
พ่อชื่นชมลูกพ่อและพอใจ.

ครูประยูร เกื้อกูล
ม.6 ปีการศึกษา 2492
กิจกรรมวันสถาปนา โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย 109 ปี
23 กรกฎาคม 2551
จากศิษย์ พ.บ.รุ่น 1 - ศิษย์ พ.บ.รุ่น 109
ศิษย์ “ พระนารายณ์ ” รุ่นที่ 1
ผมชื่อนายศรี อิ่มสุข เกิดที่ตลาดคลองมะขามเทศ หรือตลาดท่าวุ้งปัจจุบัน เกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2464 เรียนโรงเรียนประชาบาลตำบลบางคู้ 1 ( วัดวิหารขาว ) เรียนจบประถม 4
พ.ศ.2475 และเป็นนักเรียนคนเดียวในโรงเรียนที่ได้เรียนต่อ เข้าเรียนโรงเรียนประจำจังหวัดลพบุรี “ พระนารายณ์ ” ปีการศึกษา 2476 ในฐานะที่เรียนดีหน่อย จึงเลื่อนขึ้นไปเรียนชั้นมัธยมปีที่ 2 เลย ผมภูมิใจและตื่นเต้นมากที่มีโอกาสได้เรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ ยังจำได้ว่าผมกับพวกอีก 14 คนได้เลื่อนชั้นพร้อมๆกัน และจำได้ว่าเลขประจำตัวของผมคือ 517 จะเป็นเลขประจำตัวเฉพาะผู้ที่เข้าเรียนที่โรงเรียนพระนารายณ์ หรือว่าเป็นเลขประจำตัวต่อเนื่องกันมาแต่ครั้งโรงเรียนนี้เรียนกันอยู่ที่วัดเสาธงทอง แล้วย้ายมาเรียนที่ตึกวิชาเยนทร์ก็ไม่แน่ใจ ส่วนตัวเองเข้าใจว่าจะเป็นเลขประจำตัวที่ต่อเนื่องมาจากวัดเสาธงทอง
เครื่องแบบนักเรียน
ผมเข้าเรียนโรงเรียนประจำจังหวัดลพบุรี “ พระนารายณ์ ” ต้นปีการศึกษา 2476 ระเบียบของทางโรงเรียนให้ใส่เสื้อนอกสีขาว บางคนเรียกว่า “ เสื้อห้าตะเข็บ ” คอตั้ง ราคาตัวละ 6 สลึง หรือ 1.50 บาท สวมหมวกฟางสีนวลออกขาวนัยว่าเป็นของญี่ปุ่น มีผ้าพันหมวกสีน้ำเงิน ถ้าชั้นมัธยม 1 - 3 จะมีสีเหลืองในเนื้อผ้าคาดเส้นเดียว ถ้ามัธยม 4 - 6 เพิ่มสีเหลืองคาดเป็นสองเส้น เจ้าหมวกฟางนี่แหละทำให้ถูกไม้เรียวหวดก้นกันบ่อยๆ เพราะเอามาเล่นเข่นกันกลางอากาศ คือคนหนึ่งจะร่อนขึ้นไปก่อน อีกคนจะร่อนสวนขึ้นไป ให้ปะทะกันกลางอากาศโดยผลัดกันร่อน ผลัดกันเข่น ถ้าปะทะกันบางทีถึงกับเสียหายได้พฤติการณ์ร่อนหมวกฟางอย่างสนุกนี้ ครูเห็นเข้าเป็นต้องเรียกไปเฆี่ยนคนละป้าบสองป้าบ แล้วสั่งสอนว่า “ หมวกฟางนี้ พ่อแม่หาเงินมาซื้อให้ใส่แล้วพวกเธอมาทำลายเสียอย่างนี้ เป็นเรื่องไม่สมควร ต่อไปถ้าเล่นอย่างนี้อีก จะโดนเฆี่ยนคนละ 3 ที ”
กางเกงใช้สีดำ สวมถุงน่อง สวมรองเท้า คนไหนแต่งครบอย่างนี้ต่างภูมิใจด้วยกันถ้วนหน้า แต่ต่อๆมาทางโรงเรียนอนุญาตให้ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว มีกระเป๋าสองข้าง มีฝาปิดเรียบร้อย ส่วนหมวกฟางก็เพลาๆความเคร่งครัดลง เสื้อนอกหรือเสื้อห้าตะเข็บ มีรังดุม 5 เม็ดเป็นโลหะสีทอง ต้องขัดกันแทบทุกวันเพื่อให้มันเหลืองอร่าม วามวาว การขัดง่ายๆไม่ต้องซื้อหาอะไรมาขัด ตำราท่านว่าต้องขัดกับ “ ส้นเท้า ” ก็วามวาวได้เหมือนกัน ถ้ามีสตางค์หน่อยจะใช้เม็ดดุมดีๆ ราคาแพงหน่อย เม็ดดุมชนิดนั้นเรียกกันว่า “ ครีเม้นท์ ” สีกระเดียดมาทางสีทองผสมนาคมากหน่อย
การแต่งตัวของครู ช่วงนั้นเราไม่เรียก “ อาจารย์ ” อย่างวันนี้ ท่านนุ่งผ้าม่วงสีน้ำเงิน สวมเสื้อนอก “ เสื้อห้าตะเข็บ ” เดี๋ยวนี้เรียกกันว่า “ ราชปะแตนท์ ” บางท่านนุ่งผ้าม่วงสีตามวันทีเดียว แต่ต่อๆมาท่านเริ่มสวมกางเกงแล้ว เรียกว่า “ กางเกงรัสเซีย ” บ้างเรียกว่า “ กางเกงฝรั่ง ” เดี๋ยวนี้เรียกว่ากางเกงสากล แต่ปัจจุบันเรียกแค่กางเกง
เรื่องของรองเท้า ส่วนมากใช้รองเท้าผ้าใบยี่ห้อ “ ซากุระ ” กับ “ อาซาฮี ” เรื่องรองเท้าหนังน้อยคนใช้ เพราะใช้ทีไรเป็นกัดส้นปี้ป่นทุกคราวเจ้ารองเท้าสองยี่ห้อนั้น ใส่หลายๆวันเข้ากลิ่นไม่สะอาดจะโชยระบาดจากเท้า แทบจะโชยเข้าจมูกคนใส่ทีเดียว ทำไมถึงตะบี้ตะบันใส่กันจนออกกลิ่น ไม่เปลี่ยนคู่กันบ้าง โถ โถ เพราะมีกันเพียงคนละคู่แทบทั้งนั้น

เรียนฟรีไม่ต้องเสียค่าเทอม
โรงเรียนพระนารายณ์ ลพบุรี ของพวกเรามีแตรวง ปัจจุบันเรียกว่าวงดุริยางค์ หรือวงโยธวาทิต เรามีครูเก่งทางนี้ท่านชื่อ ครูแป๊ะนิ่มเทียน ต่อมาท่านเปลี่ยนชื่อตามหลักการวัฒนธรรมไทยว่า “ ครูวัลลพ ”
ใครเป็นนักเรียนเป่าแตรจะได้เรียนฟรีไม่ต้องจ่ายค่าเทอมในอัตราเทอมละ 10 บาท ระยะที่ผมเรียนไม่มีเพลงชาติร้องกัน ใช้แตรเดี่ยวเป่า 3 จบ เชิญธงขึ้นสูเสาธงจนสุดยอด ต่อมาจึงมีเพลงชาติร้องเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสาต้องร้องกันถึง 4 ตอน ตอนหนึ่งดูจะมากกว่าเพลงชาติปัจจุบัน แล้วต้องร้องกันถึง 4 ตอนบางครั้งจริงๆที่จะตัดร้องกันแค่ 2 ตอน หรือ2 ท่อนจะเร็วกว่ากันครึ่งหนึ่ง แต่จะถึงยอดเสาธงเหมือนกัน เพราะจังหวะการเชิญธงสู่ยอดเสาต้องชลอไปพร้อมๆกับเพลง .
( ตัดทอนจากข้อเขียนเดิมในวันคล้ายวันสถาปนาโรงเรียนครบรอบ 96 ปี ของ ลุงศรี อิ่มสุข )


วันพุธที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

คลิปวัยรุ่น (stepup shows )

ดอกสร้อยนิยามวัยรุ่น
วัยเอ๋ยวัยรุ่น คือวัยวุ่นอลวนปนปัญหา
ทั้งเรื่องรักเรื่องเพียรเรียนวิชา มีกรอบกฎกำหนดพาให้ทำตาม
สิทธิ์เสรีควรมีไหมในวัยรุ่น พวกเธอครุ่นคิดครวญใคร่ในคำถาม
" ลองผิดถูก/ปลูกปัญญา/หานิยาม " นี่คือความหวังใหม่วัยรุ่นเอย.
ศักดิ์สิทธิ์ นามสุวรรณ
วัยโจ๋ / วัยมัน / วัยซ่า / วัยทีน / วัยคะนอง / วัยอยากลองอยากรู้............................ฯลฯ
คือสรรพนามของวัยรุ่น
ที่ผู้ใหญ่พูดถึงเสมอ
แต่เราก็ภูมิใจ
เพื่อ...................................
ค้นหาตนเองแล้วเดินตามทางที่ผู้ใหญ่เดิน / แต่น่าจะดีกว่า / สร้างสรรค์กว่า
เพื่อจรรโลงสังคมอนาคตของเรา และลูกหลานของเรา
ไม่ลองไม่รู้นะ !

แต่อยากรู้ว่าจะไปได้แค่ไหน ???

ก็ลองมาดูคลิป นี่คือตัวอย่างวัยรุ่นที่สร้างสรรค์ด้านดนตรี / กีฬา และการเต้นโชว์ต่างๆ
เพื่อบอกว่า......ต้องพยายาม / ซ้อมและทำงานเป็นทีม จ้ะ !
http://picpost.mthai.com/view_picpost.php?cate_id=37&post_id=403567
( เรียนหนักพักชมวิวเพื่อผ่อนคลาย )
คลิปวีดีโอ ดนตรีและกีฬาที่น่าสนใจ / ตั้งใจหามาฝากวัยรุ่นโดยเฉพาะ

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

จากหมวดตี้ถึงครูจูหลิง - ความศรัทธา / ความรัก และสันติภาพ

มอบแด่.......

ความเสียสละอันยิ่งใหญ่และความศรัทธาต่อหน้าที่

เพื่อหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความรักแด่วีรบุรุษไว้ชั่วนิรันดร์

ขอให้รากแก้วแห่งความรักนี้....ช่วยบำรุงจิตใจผู้คนทุกศาสนา

จนทำให้เกิดแผ่นดินแห่งสันติภาพตลอดกาล

1. ร.ต.ต.กฤตติกุล บุญลือ

วันที่ 20 มิ.ย. 2551 เวลา 09.02 น. พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผกก. สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ได้รับแจ้งจากฐานปฏิบัติการ ตชด.มว.รพศ.1 บ้านสันติ ว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจพลร่ม ชุดหน่วยรบพิเศษ ค่ายนเรศวร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ถูกกลุ่มคนร้ายซุ่มยิงและเกิดเหตุปะทะกัน บนถนนสายเขื่อนบางลาง-สันติ 1 หมู่ 2 ต.เขื่อนบางลาง อ.บันนังสตา จึงประสานกำลังเข้าไปสนับสนุน แต่ระหว่างทางเจ้าหน้าที่ต้องพบกับอุปสรรคเนื่องจากคนร้ายได้นำวัตถุต้องสงสัย และโปรยตะปูเรือใบไว้เป็นระยะ ทันทีที่เข้าไปถึงเจ้าหน้าที่พบผู้บาดเจ็บนอนกระจายกันอยู่ทั่วบริเวณจึงประสานขอเฮลิคอปเตอร์ จากศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติส่วนหน้า จ.ยะลา (ศปก.สน.) เข้ามารับตัวนำส่งโรงพยาบาล ทราบชื่อ พ.ต.ท.กิตติกานต์ กัปปิยะบุตร อายุ 50 ปี ผบ.ร้อย ตชด. มว.รพศ.1 บ้านสันติ ส.ต.ท.คมกริช ทองยา ถูกยิงที่ขาขวากระดูกหัก ตัดเส้นเลือดขาด จ.ส.ต. อนุสรณ์ บุตรพรหม ถูกยิงที่ขาขวา ส.ต.ต.เริงศักดิ์ แก้วเสน่ห์ ถูกยิงที่ขาขวากระดูกหัก เส้นเลือดขาด และ จ.ส.ต.ประสาท โคตรแก้ว ถูกยิงที่แขนและฝ่ามือซ้าย นอกจากนี้ยังพบศพ ร.ต.ต.กฤตติกุล บุญลือ รอง ผบ.ร้อย ตชด.มว. รพศ.1 บ้านสันติ (ตำรวจพลร่ม ค่ายนเรศวร)

ประวัติ ร.ต.ต.กฤตติกุล บุญลือ หรือ ผู้หมวดตี้ เป็นบุตรชายคนเดียวของ นายนรินทร์ และนางพิมพ์ลักษณ์ บุญลือ สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 44 และจบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 60 และถูกส่งตัวลงไปปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อวันที่ 1 เม.ย. 51 ทั้งนี้ ร.ต.ต.กฤตติกุล ได้เขียนบทความไว้ในเว็บไซต์ http://polize.diaryis.com/ โดยยึดคติประจำใจว่า “ถึงตัวจะตายก็ช่างมัน มิเคยคำนึงถึงชีวัน เข้าประจันเหล่าร้ายเพื่อประชา...” ทั้งนี้ ช่วงที่ ร.ต.อ.ธรนิศ ศรีสุข หรือผู้กองแคน ถูกกลุ่มแนวร่วมลอบยิงเสียชีวิตไปเมื่อปี 50 ร.ต.ต.กฤตติกุล ที่เคยรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ได้พรั่งพรูความในใจออกมา ว่าจะสานต่อความตั้งใจอันแน่วแน่ของรุ่นพี่ในการปกปักรักษาผืนดิน กรวดทรายทุกเม็ดใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เอาไว้ให้ได้

“ ...จริงอยู่ ว่ามันเป็นหน้าที่ของพวกเรา ที่ต้องมา แต่ถ้าแค่เพียงคำว่า “ หน้าที่ ” อย่างเดียว มันไม่พอหรอก ที่จะเอาชีวิตมาเสี่ยงแบบนี้
ชีวิตตี้เองยังมีอะไรไปได้อีกเยอะ แต่.... “ หัวใจ ” นี่แหละ ที่ทำให้ตี้ และ หลาย ๆ คน เลือกที่จะมาทำงานแบบนี้ อยากให้มองสองภาพ ภาพแรก ผุ้ชายใส่เสื้อเชิ้ต ผูกไทด์ กางเกงแสล็ค ผมเป๋มันวาว ขับรถหรู ทำงานเก้าโมงเช้าเลิกงานห้าโมงเย็น ตอนเย็นกลับบ้าน คืนวันศุกร์ไปเที่ยว ชีวิตโก้หรู เงินเดือนหลายหมื่น แต่... ทำงานเพื่อตัวเอง ภาพสอง ผู้ชายใส่เสื้อเกราะ สะพายปืน ผมกระเซิง หน้ามัน เงินเดือนหมื่นนิดๆ ทำงานทั้งวัน บ้านอยู่ห่างออกไปอีกพันกว่ากิโล ตากแดด ตากลม และไม่รู้ว่าวันไหนคือวันศุกร์ แต่... ทำงานเพื่อประเทศชาติ ถ้าสองคนนี้ยืนคู่กัน ในความคิดตี้ คนที่สองชนะใจครับ ไม่ได้ว่าอะไรใคร และไม่ได้ชมว่าพวกกุต้องดีเลิศ แค่อยากจะบอกว่า.... ทำอะไรประเทศชาติกันบ้าง อย่าเห็นแก่ตัวเอง ผมไม่ได้เก่งที่สุด ผมไม่ได้เจ๋งเป้ง ผมก็แค่.... รักประเทศไทย.... ”



ไดอารี่ฉบับสุดท้ายที่หมวดตี้เขียนไว้คือวันที่ 20 มิถุนายน 2551 ซึ่งวันนั้นเป็นวันครบรอบวันเกิดปีที่ 24 ของเขา ใช้ชื่อเรื่องว่า 'ครั้งแรก' ซึ่งขึ้นต้นว่า 'ก็มันไม่เคยนิ' และ 'วันนี้อยู่ดูโลกให้โสภิณ พรุ่งนี้ชีวินสิ้น ไม่รู้...วันตาย...' ราวกับจะเป็นลางบอกลากลายๆ ซึ่งในไดอารี่เขาได้มอบบทเพลง 'อิ่มอุ่น' ของ 'ศุ บุญเลี้ยง' ให้กับ 'แม่' ของเขาที่อยู่จังหวัดลพบุรี พร้อมๆ กับคำขอบคุณแม่ (ซึ่งเกิดในวันเดียวกันกับเขา) ที่ทำให้เขาเกิดขึ้นมาลืมตาดูโลก ด้วยข้อความสื่อสารถึงแม่ที่ว่า… 'แม่จ๋า... วันเกิดลูกไม่ได้ไปฉลองที่ไหนจริงๆ นะแม่ แถวนี้ไม่มีที่ให้ฉลองอะ แค่ลูกรอดกลับมาได้ก็พอใจแระ ...เดี๋ยวรอกลับไปฉลองกับเด็จแม่ที่บ้านเรา เนอะๆ...ไม่ได้กลับไปหาเด็จแม่นานแล้วด้วย คิดถึ้งงง คิดถึงว่าจะไปหาเด็จแม่.... ไปขอตังค์ 55+'
'วันเกิดเด็จแม่ เด็จลูกก็ขอให้เด็จแม่แข็งแรงเน้อ...อยู่กะลูกไปนานๆ ให้ถึงวันลูกติดนายพลเลยนะแม่นะ...และก็..ขอให้เด็จแม่มีลูกสะใภ้คนโตสวยๆน่ารักๆ นิสัยดีๆ...(อันนี้ออกแนวหวังผลกะตัวเอง 55+)'


ที่โรงเรียนบางปะหันวิทยา อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 16 ก.ค. สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้นายปรีชา กมลบุตร ผวจ.พระนครศรีอยุธยา นำพระราชหัตถเลขา แสดงความเสียใจไปมอบให้กับครอบครัว ร.ต.ต.กฤตติกุล บุญลือ ที่เสียชีวิตจากการซุ่มยิงของกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบใน จ.ยะลา เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีนายนรินทร์ และนางพิมพลักษณ์ อาจารย์โรงเรียนบางปะหันวิทยา พ่อและแม่ของ ร.ต.ต.กฤตติ กุล ท่ามกลางความปลาบปลื้มของเพื่อนครู และนักเรียน ทั้งนี้เนื้อหาในพระราชหัตถเลขาความว่า
“เมื่อครั้งที่ทราบข่าวว่า ร.ต.ต.กฤตติกุล บุญลือ สละชีวิตเพื่อปกป้องแผ่นดินไทยในภารกิจลาดตระเวนพื้นที่ จ.ยะลา เมื่อวันที่ 21 มิ.ย. 2551 ข้าพเจ้าก็เศร้าเสียใจมากอยู่แล้ว แต่เมื่อได้มาอ่านหนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ ร.ต.ต. กฤตติกุล จึงทราบถึงอุดมการณ์ของเขาที่ต้องการทำหน้าที่ครั้งยิ่งใหญ่ ในการพิทักษ์รักษาแผ่นดินแม่ อีกทั้ง ร.ต.ต.กฤตติกุล ยังเขียนบันทึกไว้ด้วยว่า ภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่อารักขาข้าพเจ้าเมื่อปีที่แล้ว อุ่นใจที่ได้ใช้ผ้าเช็ดตัวจากสิ่งของพระราชทานซึ่งข้าพเจ้ามอบให้กองกำลังอารักขาเป็นประจำเสมอมา และดีใจที่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงอาหารที่ทักษิณราชนิเวศน์ ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสะเทือนใจ และแสนเสียดายหนักหนา ที่ยังมิได้มีโอกาสพูดคุยกับวีรบุรุษหนุ่มน้อยผู้นี้เลย ร.ต.ต.กฤตติกุล คือลูกไทยผู้มั่นในความซื่อตรงจงรักภักดีต่อประเทศชาติ นับเป็นโชคดีเหลือล้นที่ประเทศไทย มีผู้กล้าหาญที่ไม่คิดหลบหนีเมื่อมีภัยมาถึงบ้าน แต่กลับเลือกที่จะไปเสี่ยงชีวิตอยู่ในดินแดนอันตราย เพื่อให้พี่น้องชาวไทยส่วนใหญ่อยู่รอดปลอดภัย ข้าพเจ้าทราบดีว่าคุณนรินทร์ และคุณพิมพลักษณ์ เสียใจเพียงใดที่ต้องสูญเสียบุตรชายผู้เป็นที่รัก แต่ขอให้ท่านทั้งสองภูมิใจในสายโลหิตผู้ข้นเข้มเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักชาติผู้นี้เถิด เพราะวีรกรรมของเขาจะจารึกไว้ในแผ่นดินไทย และจารึกอยู่ในความทรงจำของข้าพเจ้าตลอดไป ” นางพิมพลักษณ์ ผู้เป็นแม่กล่าวด้วยน้ำตาแห่งความปลาบปลื้มว่า รู้สึกภูมิใจในความเสียสละของลูกต่อประเทศชาติ แม้ว่าจะรู้สึกเสียใจ แต่เมื่อได้รับพระราชหัตถเลขาจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทำให้ครอบครัวมีกำลังใจ



"....วันนี้เคราะห์ดี รุ่งขึ้นพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร...."ยังไงก็ต้องสู้กันต่อไปละครับทำไงได้วะ มันหน้าที่ ..........ของพวกเรานิ เคยบอกแล้วว่า....หมวดตี้มะช่ายฮีโร่ มะช่ายพระเอกไม่ต้องชมมาก รู้ว่าหล่อแล้ว ไม่ต้องชม ฮ่า ๆ..."



2. ครูจูหลิง ปงกันมูล

นางสาว จูหลิง ปงกันมูล หรือ ครูจุ้ย (มีนาคม พ.ศ. 2522 - 8 มกราคม พ.ศ. 2550) ผู้ช่วยครู โรงเรียนบ้านกูจิงลือปะ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ผู้ถูกจับเป็นตัวประกันไปคุมขังไว้ในอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กใกล้มัสยิดประจำหมู่บ้าน และถูกรุมทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัส เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2549 เจ้าหน้าที่สามารถช่วยครูจูหลิงได้และนำตัวส่งโรงพยาบาลนราธิวาสราชนครินทร์ และส่งต่อไปยังโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ในวันต่อมา เนื่องจากเธอถูกตีจนสมองกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถได้ทรงรับครูจูหลิงเป็นคนไข้ในพระราชินูปถัมภ์โดยตลอดจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต


จูหลิง เป็นบุตรสาวคนเดียวของ คุณสูน-คุณคำมี ปงกันมูล เกิดเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2522 คุณพ่อเป็นผู้ตั้งชื่อให้ว่า "จุ้ยหลิน" ตามชื่อนางเอกหนังจีนกำลังภายใน แต่เจ้าหน้าที่จดทะเบียนเป็น "จูหลิง" และมีชื่อเล่นว่า "จุ้ย" เป็นชาวตำบลบ้านปงน้อย กิ่งอำเภอดอยหลวง จังหวัดเชียงราย จบปริญญาตรีจากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง เมื่อ พ.ศ. 2545

พิพิธภัณฑ์ศิลปะครูจูหลิง

ประธานในพิธีเปิดพิพิธภัณฑ์

แด่ครูจูหลิง ปงกันมูล ( ครูจุ้ย )
O เมืองฟ้าเมฆห่มดอยคอยเป็นห่วง ภูดอยหลวงปกปักล้อมรักษา
คอยเห่กล่อมถนอมเลี้ยงเพียงมารดา นามสมญาวังเวียงเมืองเชียงราย
ธรรมชาติเมืองเหนือเกื้อกูลรัก อยู่พร้อมพรักหลากชีวีมีความหมาย
ป่าสัตว์คนเคียงข้างไม่ห่างกาย ชีพหลากหลายพึ่งพาอาศัยกัน
หลอมเป็นร่างหญิงงามนาม “ จูหลิง “ รวมทุกสิ่งร้อยใจให้จอมขวัญ
พ่อแม่รัก “ ลูกจุ้ย “ เปรียบเทียบชีวัน สร้างสัมพันธไมตรีที่น้ำใจ
วัยละอ่อนพากเพียรเรียนเขียนอ่าน สนใจงานศิลป์ศาสตร์วาดสมัย
จิตรกรรมงานศิลป์อยู่ถิ่นใด จะใกล้ไกลร่วมทางสร้างฝีมือ
O ครูจูหลิง ปงกันมูล ขอเทิดทูนน้อมรับยอมนับถือ
อุดมการณ์สานฝันอันเลื่องลือ เธอนั้นคือครูแท้แห่ง “ แม่พิมพ์ “
หยาดน้ำใจไหลเป็นสายหลายพื้นที่ อุทิศพลีพลังให้ไม่เต็มอิ่ม
สะดุดรอยทางฝันไม่ทันยิ้ม เลือดเป็นลิ่มทะลักเลอะเปรอะเต็มกาย
หรือเป็นดวงแห่งศรัทธาจึงมาพราก นกน้อยจากเมืองเหนือเหยื่อเมืองใต้
อุดมการณ์สวยสดหมดความหมาย รอความตายคือรางวัลบั่นใจคน
O ก่อนจับฆ่าลากร่างคิดบ้างไหม ว่าสิ่งใดสมควรแน่แก่เหตุผล
หรือสาสมเพียงแค่แก่ใจตน ใช่ทางพ้นบ่วงทุกข์สุขวิญญาณ์
หยุดเถิดกรณีการพลีชีพ จะเป็นชีพใครใครในผืนหล้า
ความจริงสัจศาสตร์ทุกศาสดา ต่างเมตตาหนุนนำทำบุญทาน
O จิตครูจุ้ยจงปล่อยวางอย่างสงบ ขอน้อมนบทุกดวงจิตอธิษฐาน
ครูจะก่อสร้างสมอุดมการณ์ เพื่อสืบสานครูแท้แก่แผ่นดิน
ศักดิ์สิทธิ์ นามสุวรรณ

วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

เรื่องสั้น - หนี้น้ำใจ ( น้ำใจอันบริสุทธิ์ยิ่ง...อ่านแล้วยิ้มทั้งน้ำตา )

หนี้น้ำใจ
มน เมธี
ไม่รู้ว่าพระอาทิตย์ไปอยู่เสียที่ไหน ตื่นขึ้นมาฟังเสียงไอ้โต้งมันโก่งคอขันอยู่เป็นนานแล้วฟ้าก็ยังไม่ใสสักที นึกอยากจะเปิดหน้าต่างดูตะวันให้ถนัดก็ไม่กล้าสารพัดละ มันน่ากลัว หน้าต่างข้างมุ้ง นี่ก็อยู่กับทางเดียวกับไม้ใหญ่โอบไม่รอบต้นนี้เสียด้วย ที่จริงมันก็ต้นจันแท้ๆ แต่ไม่ว่าต้นอะไรลงว่าฟ้ามันยังไม่สางก็น่ากลัวทั้งนั้น ตอนกลางวันวิ่งเล่นกลางแดดกลางลมได้อาศัยร่มก็จริงอยู่ เคยปืนต้นเก็บลูกเหลืองอ่อนๆมาดมเล่นเสียไม่รู้เท่าไหร่ แต่ลงถ้าพระอาทิตย์ยังไม่ตื่นขึ้นส่องแสงก็ไม่เอาแล้ว ขืนทำใจกล้าโผล่ออกไปเจอใครนั่งอยู่บนคาคบ กวักมือเรียก ก็ตายกันพอดี โอ้ย ! นึกขึ้นมาแล้วขนลุก เสียวหัวใจวาบๆ ฝาไม้คร่ำคร่ามีอายุนานปี โดนแดดโดนฝนนานวันเข้าเนื้อไม้ก็ไม่แน่นสนิทเหมือนแต่แรก เป็นช่องเป็นรอยเสียหลายแห่ง เคยรำคาญเวลาแดดส่องลอดเข้ามาหา วุ่นวายหากระดาษข้าวสุกปะ เอาไว้หลายๆชั้นเวลาฝนสาดมา ตอนนี้นึกขอบใจไอ้พวกรอยแตกนั้นเสียจริงๆ หัวนอนนี่แหละทางตะวันขึ้น จำแม่นนัก ปลายตีนต้องเป็นตะวันตกจำได้ไม่ลืมเพราะ ตะวันตกเป็นหัวนอนของผีในป่าช้า เวลานอนไม่เคยหันหัวผิดทิศสักที บางคืนนอนดิ้นมากๆกลับหัว
กลับหางยุ่งไปหมด ไม่รู้ดิ้นท่าไหนหันหัวกลับไปทางป่าช้าได้ หันหัวผิดก็ร้ายอยู่แล้ว ตัวยังดิ้นออกนอกมุ้งเสียอีกด้วย รีบตาเหลือกผลุนผลันเข้าไปในมุ้งแทบไม่ทัน นอนคลุมโปงสวดมนต์เสียไม่รู้กี่จบ สวดจนไม่รู้ว่าหลับไปเมื่อไร ค่อยแนบหน้าเข้ากับมุ้งด้านหัวนอน ยื่นหน้าออกไปทั้งๆมุ้งยังไม่ได้ตลบจนปลายจมูก
แตะฝาที่มีรอยแตก มองไม่ถนัดจึงยื่นหน้าออกไปอีก สายมุ้งที่เป็นปมเล็กขอดน้อยคร่าคร่ำประสาเชือกที่เก็บๆตามห่อของมา ก็เลยขาดผึงลงมาคลุมหัว เจ้าของมุ้งนั่งตัวแข็งทื่อนึกว่าผีหลอก ไม่ได้ขยับเขยื้อนเลย จนอ้ายอูที่เกาะคอนไม้โก่งคอขันถึงได้ค่อยขยับตัว เอาเสียงมันเป็นเพื่อนตลบมุ้งให้พ้นหัวพ้นตัว
เหลียวชำเลืองมองไปอีกด้านหนึ่งของห้องพออุ่นๆใจ
“ หลงตายังไม่ตื่น แต่ถึงหลับๆอยู่ก็พอมองท่านเป็นเพื่อนได้ เกิดอะไรขึ้นเผ่นทีเดียวก็ถึงตัว ”
เจ้าเด็กกำพร้าพ่อขาดแม่ปลอบตัวเองอยู่ในใจ ค่อยคลานไปที่รอยฝาแตกอีก แนบลูกตาไว้จนชิด จนเห็นได้ถนัดว่าข้างนอกนั้นสว่างแล้ว สว่างจนเห็นดอกพิกุลที่ร่วงประดับลานวัดออกขาวเกลื่อน
“ หลงตาก็ไม่ยักตื่นสักที ”
หันกลับมามองเตียงเตี้ยๆที่หลงตายังจำวัดอยู่ก็เห็นเงียบกริบ ทุกทีป่านนี้ท่านเคยลุกขึ้นครองผ้าเตรียมออกรับบิณฑบาตแล้ว
“ หลงตาครับ หลงตา สว่างแล้วครับ ”
ใจคอมันไม่เป็นสุขเลย ถ้าเป็นวันธรรมดาก็คงไม่กล้าเซ้าซี้ท่านหรอก แต่นี่...มันเหมือนกับทุกวันเสียเมื่อไหร่
เมื่อวานนี้ไม่มีใครอืดอาดยืดยาดสักคน พอตื่นนอนเช้าก็กุลีกุจอตั้งหม้อข้าวกินกัน ควันให้คลุ้มไปหมด ไอ้ที่ต้องสะพายปิ่นโตตามหลวงพ่อ หลวงพี่ พอกลับมาถึงก็รีบตั้งสำรับไม่ได้ เฉื่อยชากันสักคนเดียว พอพระท่านฉันเสร็จก็รีบเปิบๆข้าวกันอย่างรีบเร่ง ล้างถ้วยล้างชามคว่ำเรียบร้อย กระโจนลงจากกุฏิกันแผล๋วๆ ชั่วตะวันขึ้นยังไม่ถึงยอดพิกุล กุฏิทั้งหลายในวัดก็สงบเงียบ ได้ยินแต่เสียงกระแอมกระไอ เสียงพูดกันเบาๆของพระเท่านั้น
ก็เหลืออยู่แต่คนเดียวตามลำพัง จะลุกนั่งมันก็ให้ว้าเหว่ไปทีเดียว พื้นชานกุฏิที่เคยลั่นออดแอดเวลาเจ้าลูกศิษย์ทั้งหลายเผลอวิ่ง เผลอกระโดดตามประสาเด็กก็เงียบกริบเพราะไม่มีฝีเท้าที่ไหนจะคอยรบกวน
ทั้งเหงาทั้งเงียบ จะทนนั่งอยู่ยังไงได้ หลวงตาท่านแก่มากแล้ว แก่จนหลังชักจะค้อม ตาท่านชักจะฝ้า ท่านก็เอนๆครึ่งนั่งครึ่งนอน พูดจาวิสาสะกับคนที่เข้ามาหามาคุยกับท่าน น้ำร้อนน้ำชาก็เทียบไว้จนใกล้ พอท่านคุยเพลินก็ค่อยเลี่ยงลงจากกุฏิทางกะไดด้านหลังโดดแผล๋วเดียวถึงพื้น เสียงนั้นแว่วมาตามลม พอพ้นหมู่ขนุนหน้าวัดก็เห็นที่มาของเสียงนั้น ตั้งตระหง่านตรงหน้า ถ้าจะวิ่งไปไม่ทันเหนื่อยก็ถึง ค่อยลัดเลาะต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นประดับลานกว้างเป็นระยะนั้นเข้าไปเรื่อยๆ เสียงอ่านท่องหนังสือลอยลงมาได้ยินถนัด มองขึ้นไปก็เห็นเจ้าของเสียงนั่งกันให้สลอน กั้นไว้ แยกไว้เป็นพวกๆด้วยฝาห้อง บางห้องมองปราดเดียวก็รู้ว่าครูไม่อยู่เพราะจะมีการเคลื่อนไหวอย่างชุลมุน เสียงจ้อกแจ้กลอยเคล้าลงมากับเสียงท่องบทเรียนของห้องอื่นๆดูก็น่าสนุก ใครเขาก็เรียนหนังสือกันทั้งนั้น
“ อ้าว ! นี่ทำไมมายืนแอบต้นไม้ยังงี้ล่ะ ทำไมไม่เข้าห้องเรียนจ๊ะ ”
สะดุ้งเสียสุดตัวเพราะความที่ตกใจ เงยขึ้นมองเจ้าของมือ ที่มือเขายังแตะไว้บนไหล่ เห็นตาที่กำลังจ้องมองนั้นไม่มีแววตาดุเท่าไหร่ ก็เลยยิ้ม
“ คนนี้น่ากลัวเป็นครู ”
นึกคะเนไว้ในใจ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรสักคำ ไม่รู้จะพูดอะไรดี เวลาพูดกับครูเขา พูดกันยังไงก็ยังไม่รู้ ยังไม่เคยมีครูมาพูดด้วยสักคน
“ ว่าไงจ๊ะ ชื่ออะไร เราน่ะ อยู่ชั้นไหน ? ”
“ ชื่อทน ”
“ อ้อ ! ชื่อทน อยู่ชั้นไหนล่ะ ”
“ อยู่วัดป่านี่แหละ อยู่กับหลงตาฟื้น ”
ก็บอกไปตามความจริง ผู้หญิงคนนี้กลับยิ้ม เขาจะหัวเราะด้วยซ้ำ ไม่รู้หัวเราะเรื่องอะไร ?
“ เอาละ เป็นอันว่าเธอชื่อนายทน อยู่กับหลวงตาฟื้น ทีนี้เธอเรียนหนังสือชั้นไหน ”

“ ไม่ได้เรียนชั้นไหนหรอก ก้อข้าไม่ได้เป็นนักเรียนนี่ ”
“ อ้าว ! ไม่ได้เป็นนักเรียน ทำไมมายืนแถวนี้ล่ะ ”
“ อยากดู ”
“ ดูอะไรกัน ”
“ ก็เพื่อนที่วัดเขามาเรียนกันทุกคน เหลือข้าอยู่คนเดียวมันเลยเหงา ”
“ อยากเรียนไหมล่ะ ”
“ อยาก ”
“ ทำไมไม่บอกพ่อแม่ให้พามาโรงเรียนล่ะ วันนี้วันเปิดเทอม กลับไปบอกพ่อแม่ไป๊ ”
“ ไม่มีนี่ มีแต่หลงตา ”
เงียบ ! ไม่มีเสียงถามอะไรอีก มองหน้ามองตากันเสียอึดใจใหญ่ๆเห็นจะได้
“ เธออายุเท่าไหร่ ”
“ ข้าไม่รู้นี่ หลงตาซีถึงจะรู้ ”
“ เอาล่ะ อยากจะเรียนหนังสือใช่ไหม อยากเรียนก็พาไปหาหลวงตาก่อน แล้วก็ทีนี้
จะพูดข้ากับครูไม่ได้นะ ฉันเป็นครูที่โรงเรียนนี้ นักเรียนต้องพูดดี พูดกับครูต้องพูดผมพูดครับ เข้าใจไหม ? ”
“ เข้าใจครับ ”
หลวงตากำลังเอกเขนกพิงหมอนขวานใบเก่าคร่ำคร่าอยู่หน้ากุฏิ มีคนแก่คนเฒ่าคุย
อยู่เป็นเพื่อนตามเคย พอเดินเข้าไปใกล้กะไดด้านหน้าไอ้แตนมันก็เห่า หลวงตาป้องหน้ามองจนกระทั่ง
พาครูเข้าไปนั่งพับเพียบตรงหน้า
ครูกับหลวงตาพูดกันอยู่สักพัก ไม่รู้เรื่องว่าพูดกันว่ายังไงเพราะเลี่ยงไปนั่งพิงโอ่งน้ำ
เสียทางโน้น สักครู่ครูก็ลากลับ
“ ทน ทนเอ๊ย ! เดินไปส่งครูใหญ่ท่านหน่อย เออ ! ดูไอ้แตนดีๆด้วย ”
เดินตามครูไปจนถึงโรงเรียนครูก็บอกให้กลับ
“ พรุ่งนี้ตื่นเช้าๆนะ มาเรียนหนังสือ แล้วก็เออ ! มีเสื้อใส่หรือเปล่า กางเกงล่ะ ”
“ มีครับ ”
“ เอาละ พรุ่งนี้มาแล้วก็มาหาครูก่อนนะ ”
“ ครับ ”

**********************************************************************
พรุ่งนี้ของเมื่อวานก็วันนี้นี่ไง วันที่ไก่โก่งคอขันแจ้วแจ้ว วันที่พิกุลร่วงลงเกลื่อนลานดินหน้าวัด วันที่แสนจะตื่นเต้น แต่หลวงตาก็ไม่ตื่นสักที

“ หลงตา.......หลงตาครับ ”
คราวนี้ไม่ปลุกเฉยๆแล้ว แต่เอื้อมมือไปเขย่าปลายเท้าหลวงตาเอาทีเดียว
“ เออ ! ข้าตื่นแล้ว ”
วันนี้อะไรๆมันช่างอืดอาดชักช้าเสียจริง กว่าหลวงตาจะบิณฑบาตเสร็จ กว่าจะฉัน กว่าจะได้เก็บถ้วยชามล้าง ดูมันช่างไม่ทันใจเสียเลย
“ เอ้า ! เสื้อ กางเกงของเอ็ง นี่แหละใส่ไปเถอะ รีบไปเดี๋ยวครูใหญ่เขาจะคอย อย่าลืมไหว้ครูก่อนนะไอ้หนู ”
หลวงตาสั่งเสีย แล้วยังเดินออกไปส่งจนถึงหัวกะไดกุฏิ
เสื้อผ้าชุดนี้ไม่รู้ว่าใครให้มา ขากางเกงยาวเกือบคลุมเข่า เข็มขัดก็ไม่มี หลวงตาเอารัดประคตเก่าๆมาร้อยหูกางเกงแล้วผูกเงื่อนกระตุกให้ เสื้อค่อยพอเหมาะกับตัวคนใส่ แต่ไม่มีกระดุมสักเม็ด ช่างมันเถอะ เดินมั่ง วิ่งมั่ง ไปจนถึง
ครูคนที่พบกันเมื่อวานยืนคอยอยู่แล้ว พอเห็นถนัดว่าใช่แน่ก็ลงนั่งยองๆยกมือไหว้ท่วมหัว
“ สวัสดีจ้ะ ! ทีหลังอย่านั่งไหว้ครูยังงี้นะ ”
“ หลงตาบอกให้ไหว้ครูก่อน ”
“ รู้แล้ว แต่นักเรียนเขาไม่ไหว้ครูอย่างเธอหรอก เอาเถอะ แล้วจะสอนให้ ดูอย่าง
เพื่อนเขาก็ได้ ”
เด็กรุ่นราวคราวเดียวกันวิ่งตั๊กๆเข้ามาจากหน้าโรงเรียน พอเห็นครูก็ชะงักหยุดกึก ระวังตรง พร้อมกับโค้งคำนับอย่างว่องไว
“ เพื่อนเข้าห้องหมดแล้ว ทำไมเพิ่งมานายเปีย ”
“ ผมไปช่วยแม่ถอนกล้าครับ ”
“ จริงนะ ไม่ได้ไถลนะ ถ้าฉันรู้ว่าเธอพูดปดจะถูกเฆี่ยน ”
“ จริงครับ ถามแม่ดูได้เลย ”
“ เอาละ ไปได้ ”
เจ้าหมอนั่นรับคำอีกที แล้วก็วิ่งเข้าห้องเรียนไป แต่แอบชำเลืองมองจนตาสบตากันจนได้ ครูพาไปหาผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่นั่งอยู่หน้าชั้น ท่าทางดูจะเอาเรื่อง ฝากฝังไว้กับห้องเรียนห้องนี้แล้วก็ไป
“ ตั้งใจเรียนดีๆนะ เดี๋ยวครูจะหาสมุดกับหนังสือให้ ”
ได้รู้รสโรงเรียนว่ามันเป็นยังไงในวันนี้เอง เรียนอ่านแล้วก็หัดเขียนตัวหนังสือ ตัวเลขแล้วก็หยุดพักกินข้าวแล้วก็เข้าเรียนตอนบ่าย จนได้เวลาเลิก พอระฆังเลิกเรียนดังก้อง พอครูปล่อยให้ออกจากห้องได้ ทนก็วิ่งตื๋อกลับวัด มีสมุดกับหนังสือกับไม้บรรทัดกับดินสอที่ครูใหญ่ให้ติดมือมาด้วย

“ ครูใหญ่ให้ครับหลงตา แล้วครูบอกว่าเก็บให้ดี แล้วครูบอกว่าทำไมเสื้อผมไม่มี กระดุม ”
“ เออ ! ”
“ ครูบอกว่าให้ตื่นเช้าๆด้วยครับ ”
“ ก็เอ็งก็กินข้าวกินปลาเสียซิ แล้วก็จะได้นอนเสียแต่หัวค่ำ เดี๋ยวข้าจะหากระดุมเสื้อติดให้เอ็ง ”
หลวงตาให้สัญญาอยู่ในที แต่จะหากระดุมมาจากไหนติดเสื้อให้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ รู้แต่ว่าเมื่อรู้สึกตัวตื่นขึ้นมากลางดึกนั้นหลวงตายังไม่นอน ยังนั่งทำอะไรง่วนอยู่หน้าตะเกียงลาน จะลุกไปดูก็ง่วงเต็มที นอนต่อกระทั่งเช้า ตื่นขึ้นมาจึงได้เห็นเสื้อตัวเมื่อวานวางอยู่หน้าเตียงหลวงตา ไอ้ตัวที่ใส่ไปเรียนหนังสือนั่นแหละ หลวงตาติดกระดุมไว้แล้ว ติดให้จนครบห้าเม็ดแต่ว่าสีไม่ซ้ำกันสักเม็ดเดียว
“ เอ้อเฮอ ! ทน ใครติดกระดุมเสื้อให้นะ ”
พอสวัสดีคุณครูเสร็จก็ถูกถามทันที ครูใหญ่เป็นคนถาม พอบอกว่าหลวงตาทำให้ ครูก็หัวเราะ
ครูหัวเราะไม่เป็นไรหรอก พอเข้าห้องเรียนไอ้เพื่อนหน้าใหม่มันก็หัวเราะมั่ง นี่ซีชักจะเคือง มันเรื่องอะไรของพวกมันล่ะ ไอ้เจ้าเปียที่เจอเมื่อวานน่ะตัวดีนัก
“ ช่างมัน พวกมันเยอะ ”
ผัดไว้ในใจ รอไว้ให้มีพวกเสียก่อน ทีนี้ใครหัวเราะเยาะก็น่าดูแหละ จะต่อยให้ฟันร่วงเป็นแถวๆไปเลย
แล้วก็ยังไม่ทันจะมีพวกสักกี่คนเลย มันก็ให้มีเรื่องถึงกับจะต้องต่อยหน้าไอ้เปียให้ได้ ไอ้เปียจอมเกกมะเหรกมันข่มเหงน้ำใจดีนัก มันก็รู้ว่าถ้ามันทำอย่างนี้ฟันมันก็จะต้องร่วง แต่มันก็ทำแล้ว ไอ้คนเก่งท้องนาหรือจะมาเก่งไปกว่าลูกศิษย์วัด ฟันผุๆของไอ้เปียก็เลยร่วง มันยืนร้องไห้เลือดกบปาก สมน้ำหน้า !
“ เธอชกนายเปียเขาทำไม ? ”
“ เขามาแย่งส้มผมครับ ”
ครูเรียกไปยืนหน้าโต๊ะครูทั้งสองคน ไม้เรียวอันยาวเฟื้อยวางอยู่บนโต๊ะเห็นถนัด ครูใหญ่เป็นคนสอบสวนเอง วันนี้ครูไม่ยิ้มแย้มอย่างที่เคย หน้าก็บึ้ง เสียงก็ดุ ไอ้เปียสะอื้นอืดๆ ก้มหน้ามองพื้น มันคงจะเจ็บจริง ชักสงสาร
“ เขาขอครับ แต่ผมไม่ให้ ”
รีบตอบแทนเสียเอง ก็ใครจะไปให้มันได้ ตัวเองยังไม่ยอมกิน แล้วหลวงตาก็สั่งแล้วสั่งอีก
“ เธอน่ะใจดำนักนะ ของกินเพียงแค่นี้แบ่งให้เพื่อนกินมั่งจะเป็นไรไป ”


ครูหยิบไม้เรียวมาถือ ขยับมือจนปลายไม้ไหวอยู่ริกๆ กิ่งฝรั่งอย่างนี้เหนียวนักพอๆกับกิ่งมะขาม ถูกตีเจ็บจับหัวใจทีเดียว
“ ใครชกกันจะต้องถูกเฆี่ยน รู้แล้วใช่ไหม ? ”
เสียงครูดุเหลือเกิน จนไม่กล้าจะพูดอะไรอีก
“ นายทนเป็นคนชกเพื่อนจนเจ็บถึงฟันฟางหัก เธอจะต้องถูกเฆี่ยนห้าที นายเปียถึงจะเจ็บแต่ก็เป็นคนก่อเรื่อง จะต้องถูกเฆี่ยนสองที เข้าใจไหม ? ”
คราวนี้เงียบกริบกันไปทั้งห้อง ไอ้พวกที่นั่งอยู่ตามโต๊ะเงียบสงบยังกะไม่มีปากไว้พูดได้ยินแต่ไอ้เปียสะอื้นกระซิกๆ ตั้งแต่จำความได้ ก็รู้อยู่ว่ามีหลวงตาอยู่องค์เดียวที่เป็นทุกอย่างในชีวิต พ่อกับแม่นั้นเป็นเพียงคำที่ได้ยินจนคุ้นเคย เห็นก็แต่ที่เป็นพ่อแม่ของเด็กอื่น
“ เอ็งมันลูกกำพร้า ข้าถึงเก็บเอ็งมาเลี้ยงไว้ พ่อแม่เอ็งข้าก็ไม่รู้ว่ามันไปอยู่เสียที่ไหน ? ”
หลวงตาเคยพูดอย่างนี้เสมอ ทนรู้ตัวว่าเป็นลูกกำพร้าแปลว่าไม่มีพ่อไม่มีแม่ มีแต่หลวงตา และหลวงตาก็แก่มากแต่ไม่ดุดันเหมือนพระแก่องค์อื่นๆ หลวงตาไม่เคยมีไม้เรียวกำหราบอย่างที่เด็กวัดกุฏิอื่นมักจะโดนฟาดกันเป็นแถวๆ อาจจะเป็นเพราะหลวงตามีแต่ความใจดีหรืออาจเป็นเพราะทนเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย ไม้เรียวกับทนจึงไม่ค่อยจะคุ้นเคยนัก เด็กอื่นแม้จะอยู่วัดเป็นลูกศิษย์วัด แต่ก็ไม่เหมือนทนเลยสักคนเดียว เขามีพ่อมีแม่กันทั้งนั้น มาอยู่วัดก็เพราะว่าแก่นแก้วเสียจนพ่อแม่ระอา อีกอย่างหนึ่งก็หวังจะให้พระท่านดัดนิสัย เมื่อ
ถึงเวลาจะต้องเข้าโรงเรียนเขาจึงได้เรียนทุกคน หลวงตานั้นแม้ว่าท่านจะใจดี แต่ความใจดีก็ไม่อาจแปรรูปเป็นปัจจัยส่งเสียให้ทนเข้าโรงเรียนเหมือนเด็กอื่นๆ ท่านจึงได้แต่ให้อ่าน ก ขอ ก กา ตามมีตามเกิด ตามประสายาก ไม่มีจุดหมายว่าเมื่อไรหรืออย่างไรจึงจะส่งเสียเด็กกำพร้าที่ท่านเลี้ยงไว้ได้ เมื่อวันที่วาสนาชะตาของเจ้าเด็กกำพร้าจะไม่เหมือนเก่า คือวันที่ผู้เป็นครูใหญ่หรืออาจารย์ใหญ่ตามที่ครูอื่นเขาพากันเรียกเข้ามาหาท่านจนถึงกุฏิ ขอรับภาระในการจัดการเรื่องเข้า โรงเรียนของเจ้าทนด้วยความเวทนามันนั้น หลวงตาจึงได้ดีอกดีใจนัก และถ้าท่านไม่ได้เป็นพระ ไม่ได้ครองผ้าเหลือง เป็นแต่เพียงผู้เฒ่าชาวบ้านวัดสระเงิน ที่รู้จักคุ้นเคยเหมือนผู้อื่นเขา สิบนิ้วของหลวงตาก็คงพนมขึ้นเป็นการตอบแทนน้ำใจครูใหญ่เสียแล้ว
“ เอ็งต้องจดจำ ต้องนึกถึงบุญคุณครูเขาไว้ให้มากๆ ลำพังข้าก็ให้เอ็งได้แต่ข้าวก้นบาตร วิชาความรู้อะไรถึงข้าจะให้เอ็งได้ มันก็ไม่เหมือนในโรงเรียน ”
หลวงตาไม่เคยช่างพูดาแต่ไหนแต่ไร ครั้งนี้ก็เหมือนกัน หลวงตาไม่เคยพูดซ้ำๆซากๆ แต่ความสนใจ ความยกย่องในน้ำใจของครูใหญ่ที่มาจากกรุงเทพฯนั้น หลวงตาแสดงออกให้ทนได้รู้เสมอ
“ วันนี้เอ็งไหว้ครูก่อนเรียนหนังสือหรือเปล่า ? ”
“ ไหว้ครับ ”
“ เออ ! ดี อย่าลืมเชียวนา เอ็งต้องไหว้ครูเขาทุกๆวัน ”
ทนไม่เคยลืมสักวันเดียว จนบางวันครูก็หัวเราะ เมื่อบังเอิญมาโรงเรียนสายเพราะมัวไปธุระที่อำเภอเสีย มาจนเลยเวลาเข้าเรียนไปนานแล้ว แต่พอครูเดินผ่านห้องเท่านั้น แม้ว่าทนกำลังเรียนอยู่ก็ต้องขออนุญาตครูประจำชั้นออกมาสวัสดีครูใหญ่ก่อนจนได้
“ เอ็งต้องแทนคุณครูเขามั่ง แสดงความกตัญญูรู้คุณด้วยการกราบไหว้เขา มีอะไรช่วยครูเขาได้ก็ช่วย ”
ไม่ใช่แต่เท่านี้หรอก ความรู้คุณคนของหลวงตานั้นมีมากนักจนซึมซาบเข้าไปในจิตของทนเหมือนหยาดน้ำที่หยดลงบนก้อนสำลีทีละนิด ทีละนิดจนชุ่ม
“ เอามือกอดอก หันหลังมา ”
ครูใหญ่ไม่ได้แผดเสียงสักนิดเดียว เสียงครูธรรมดาแท้ๆ แต่กระนั้นทนก็ถึงกับสะดุ้ง ใจเต้นตึ้กๆ ขอบตาร้อนผ่าว น้ำตามันวิ่งมาคลอจนกบลูกตา ก้าวออกมายืนกอดอก หันหลังให้ตามครูสั่ง แต่ละทีที่ผ่านไปนั้น ช่างเนิ่นนานและยืดยาดเสียนี่กระไร กว่าการลงโทษจะสิ้นสุด กว่าคุณครูจะอนุญาตให้กลับไปนั่งที่ได้ พอก้มลงคำนับ พอจะหันหลังกลับไปยังโต๊ะเรียน ไอ้เจ้าตัวต้นเหตุที่ทำให้ต้องต่อยกะไอ้เปีย จนต้องถูกเฆี่ยนน้ำตานองหน้า ก็หล่นจากกระเป๋ากางเกงที่มันขาด จนต้องรัดปลายไว้ด้วยยางหนังสะติ๊ก ก้นกระเป๋าตื้นนัก มันก็เลยกลิ้งออกมาได้ง่ายๆ มันกลิ้งตกลงไปที่พื้น ทีแรกก็กะไว้ว่าจะรอกินข้าวเพลเสียก่อน แต่ไม่ต้องรอก็คงได้ ก็ครูเห็นเสียแล้วนี่ ถึงหลวงตารู้ว่ามันทำไปไม่เหมือนกะที่ได้สั่งมาทีเดียว หลวงตาก็คงไม่ว่าอะไรหรอก
ก็เลยหยิบขึ้น เมล็ดข้าวสุกที่เขาใส่บาตรหลวงตาพร้อมกับส้มใบนี้ยังแข็งกรังเกาะติดอยู่กับผิว ไม่มีเวลาจะแกะออกเสียแล้ว
“ เอาของเธอไปซี ฉันไม่ได้ริบส้มของเธอด้วยนี่ ”
พอวางลงบนโต๊ะ ครูก็พูดกับทน น้ำเสียงนั้นไม่แข็งกร้าวเหมือนเมื่อตอนก่อนที่จะถูกเฆี่ยน ทนจึงกล้าบอกครูด้วยเสียงกระท่อนกระแท่นเพราะน้ำตายังไม่ยอมหยุด
“ ผมเอามาให้ครูครับ หลงตาไปบิณฑบาตได้ส้มมาให้ผม ๒ ลูก เลยแบ่งมาให้คุณครูลูกนึง แล้วไอ้เปียมันจะแย่ง บอกว่าจะให้ครูมันก็ไม่เชื่อ....”
พูดได้แค่นี้ครูก็พูดว่า
“ ขอบใจนะทน ขอบใจมาก ”
เสียงเบาจนเกือบจะไม่ได้ยิน ครูไม่เคยพูดกระซิบยังงี้ เงยหน้าขึ้นมองก็เลยรู้ว่าทำไมเสียงครูจึงค่อยนัก เย็นนี้จะกลับไปเล่าให้หมด หลวงตาคงจะรู้ว่าทำไมครูถึงน้ำตาคลอยังกะจะร้องไห้ ผู้ใหญ่นี่แปลกจริงๆ ไม่ต้องถูกตีก็ร้องไห้ได้ ชอบกลแท้ๆ.