วันพุธที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2551

ข้อสอบเก็บคะแนนกลางภาค : การอ่านเพื่อการวิเคราะห์

แบบทดสอบการอ่านเพื่อการวิเคราะห์
อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ 1 - 2
“ ดูข้าดูเมื่อใช้ งานหนัก
ดูมิตรพงศารัก เมื่อไร้
ดูเมียเมื่อไข้จัก จวนชีพ
อาจจักรู้จิตไว้ ว่าร้ายฤาดี ”
1. คำประพันธ์นี้เสนอแนวคิดด้วยโวหารใด
ก. พรรณนาโวหาร ข. เทศนาโหาร
ค. สาธกโวหาร ง. อธิบายโวหาร
2. แนวคิดสำคัญของคำประพันธ์คือข้อใด
ก. ดูจิตใจคนต้องดูที่การกระทำ
ข. การชนะใจคนต้องเอาความดีเข้าแลก
ค. การฉลาดในการคบคนทำให้จิตใจดีมีสุข
ง. คนเราเจริญหรือเสื่อมขึ้นอยู่กับจิตใจ
อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ 3 - 6
“ เมื่อมนุษย์เรียนรู้ภาษาและใช้ภาษาสำหรับแสดงออก
ซึ่งความคิดของตนแล้ว ก็ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการ
คิดอีกด้วย ภาษาใช้เป็นเครื่องมือในการคิดได้อย่างไร
บางคนอาจมองเห็นได้ไม่ชัดเจนนักเพื่อให้เข้าใจง่ายจะ
ต้องอาศัยตัวอย่างใกล้ตัว ลองนึกถึงเวลาคิดโจทย์อยู่
คนเดียว ถ้าคิดโดยพูดออกไปด้วยเป็นคำพูดและ
บางทีก็อาจเขียนเป็นตัวเลขและตัวอักษรให้เป็นขั้นตอน
ไปตามลำดับของกระบวนการคิดนั้นก็คงจะได้คำตอบออก
มาเป็นระยะๆไป จนในที่สุดก็ได้คำตอบขั้นสุดท้าย
โดยสมบูรณ์ นอกจากนี้คงเคยสังเกตเห็นคนบางคน
ขณะคิดเลข ริมฝีปากจะเคลื่อนไหวไปด้วย แสดงว่า
คนนั้นกำลังคิดโดยอาศัยคำพูดเป็นเครื่องช่วยคิด หรือ
ใช้ภาษาเป็นเครื่องมือที่สำคัญสำหรับคิด เมื่อคิดวาง
โครงการก็เช่นกัน บุคคลย่อมต้องคิดโดยอาศัยภาษา
ตลอดเวลา อาจเปล่งเสียงพูดออกมาก่อนแล้วจึงร่าง
เป็นตัวหนังสือ คิดทบทวนแก้ไขอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ก่อน
จะสำเร็จเป็นโครงการ กระบวนการคิดในกลุ่มบุคคล
ก็ต้องคิดออกไปดังๆเป็นคำพูดให้ผู้ที่ร่วมคิดได้ยินและ
รับรู้ความคิดของตน ”
3. ผู้เขียนมีเจตนาในการเขียนเพื่ออะไร
ก. แจกแจงคุณค่าของภาษาไทย
ข. อธิบายความโดยยกตัวอย่างประกอบ
ค. ถ่ายทอดประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับภาษา
ง. นำเสนอกระบวนการใช้ภาษาเพื่อการ
สร้างสรรค์
4. จากข้อความดังกล่าวไม่สามารถอนุมานความคิด
ได้ตามประเด็นใด
ก. ภาษาเป็นพื้นฐานแห่งการเรียนรู้และการ
ทำงาน
ข. การสื่อสารให้เกิดผลย่อมสืบเนื่องมาจากการ
รับรู้ความคิดของผู้ส่งสาร
ค. ประสิทธิภาพของการใช้ภาษาสื่อสารระหว่าง
บุคคลย่อมดีกว่าสื่อสารเพียงลำพัง
ง. การใช้ภาษาของบุคคลย่อมอาศัยคำพูดเป็น
เครื่องช่วยคิดให้เกิดความเข้าใจ
5. ข้อใดเป็นลักษณะการเขียนข้อความดังกล่าว
ก. เปิดประเด็นด้วยคำถามและเสิมความด้วย
ตัวอย่าง
ข. เริ่มต้นให้ชวนคิด พินิจความ และตามด้วย
คำคม
ค. อ้างอิงความคิดอย่างแยบยล เริ่มต้นด้วย
ข้อตกลง
ง. เริ่มต้นและลงท้ายด้วยวาทนิพนธ์และ
ประสานความคิดอย่างมีหลักการ
6. วิธีการใดไม่ปรากฏในการเขียนจากข้อความที่อ่าน
ข้างต้น
ก. การบรรยายความ
ข. การอธิบายความ
ค. การสาธกเรื่องราว
ง. การพรรณนาความ
อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ 7 - 10
“ (1) ทะเลแสนงาม ในน้ำมีปลา
(2) พืชพรรณดื่นดาษตา ไร่นารวงทองไสว
(3) สินทรัพย์มีเกลื่อนกล่น บรรพชนให้ไว้
(4) เราลูกหลานไทย จงร่วมใจรักษาให้มั่น
(5) แหลมทองโสภา ด้วยบารมี
(6) ปกเกล้าเราไทยนี้ ร่มเย็นเป็นศรีผ่องใส
(7) ใครคิดบังอาจหมิ่น ถิ่นทององค์ไท้
(8) เราพร้อมพลีใจ ป้องถิ่นไทยและองค์ราชัน ”
( เพลงรักกันไว้เถิด )
7. เจตนาของผู้แต่งเพลงนี้คือข้อใด
ก. โน้มน้าวใจให้ผู้ฟังคล้อยตาม
ข. พรรณนาความให้เห็นความงาม
ค. จูงใจให้ผู้ฟังตระหนักในคุณค่าแห่งตน
ง. แจกแจงกระบวนวิธีการป้องกันประเทศ
8. ข้อใดสรุปความไม่ถูกต้อง
ก. ความสมบูรณ์พูนสุขของประเทศเป็นผล
มาจากการสร้างสรรค์ของบรรพบุรุษ
ข. ความสามัคคีของชนในชาติเสริมสร้างให้เกิด
การปกครองแบบภารดรภาพ
ค. คนไทยมีความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์
และไม่ยอมให้ใครมาทำลาย
ง. คนไทยทุกคนต้องร่วมใจกันรักษาทรัพยากร
ธรรมชาติของไทยให้คงอยู่
9. ข้อความใดมีลักษณะเหตุและผล
ก. ข้อความที่ 2 ข. ข้อความที่ 3
ค. ข้อความที่ 4 ง. ข้อความที่ 7
10. ความคิดที่ผู้แต่งต้องการสื่อสารตรงกับข้อความใด
ก. ข้อความที่ 7 , 8 ข. ข้อความที่ 3 , 4
ค. ข้อความที่ 5 , 6 ง. ข้อความที่ 4 , 8
อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ 11 - 13
“ วัตถุดิบคนหนุ่มสาวผู้เร่าร้อน
ถูกป้อนเข้าโรงงานอันยิ่งใหญ่
เพื่อผลิต “สินค้าคน” สู่กลไก
มีกระดาษหนึ่งใบบอกราคา ”
11. ผู้เขียนแสดงน้ำเสียงลักษณะใด
ก. ชื่นชมยินดี ข. ประหลาดใจ
ค. ไม่พอใจ ง. เศร้าเสียใจ
12. “ โรงงาน ” หมายถึงอะไร
ก. สถานศึกษา
ข. แหล่งผลิตสินค้า
ค. สังคมอุตสาหกรรม
ง. สังคมเมืองหลวง
13. ข้อใดไม่อาจอนุมานได้จากเรื่องที่อ่าน
ก. ค่าของคนกำหนดได้จากวุฒิการศึกษา
ข. วัยรุ่นใฝ่ฝันที่จะทำงานในหน่วยงานที่ยิ่งใหญ่
ค. เมื่อสำเร็จการศึกษาหนุ่มสาวก็มุ่งทำงาน
ง. สังคมมีสถาบันพัฒนาคุณภาพของหนุ่มสาว
อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ 14 - 17
“ แต่คนทั้งปวงบางที่อาจจะลืมเสียสนิทว่า ชนบท
นั้นเองเปรียบเสมือนเปลือกของต้นไม้ และคนโดยมาก
นั้นเมื่อพูดถึงต้นก็มักจะไปยกย่องเอาเสียที่แก่นไม้มาก
กว่าเปลือก ยามจะติฉินนินทาใครบางทีก็ยังมีอุปมาเอา
ว่าเป็นคนไม่มีแก่นมีแต่เปลือก คือหาสติปัญญาไม่ได้
ดูถูกเปลือกแต่ไปยกย่องแก่น ต้นกล้วยนั้นมีแก่นหรือไม่
แต่ก็เลี้ยงชีวิตคนมาเสียไม่น้อยด้วยผลของมัน
ฉันใดก็ฉันนั้น ที่ชนบทนั้นเองหล่อเลี้ยงแก่น
คือชาวเมืองหรือชาวกรุงอยู่ทุกวันนี้ แต่คนก็มาเพ่งหนัก
เอาที่ในเมือง ทุ่มเทส่วนใหญ่ลง ณ ที่นี้ จนเมืองนั้นเอง
กลายเป็นแหล่งของมลภาวะทั้งปวงไป ”
14. สาระสำคัญของข้อความนี้คืออะไร
ก. เมืองเป็นแหล่งมลภาวะที่ควรแก้ไข
ข. รัฐบาลให้ความสำคัญแก่เมืองมากกว่านบท
ค. ชนบททำประโยชน์แก่เมืองมาก แต่ได้รับ
ผลตอบแทนน้อย
ง. สังคมชนบทมีความสำคัญน้อยกว่าสังคมเมือง
15. ผู้เขียนมีจุดประสงค์ในการเขียนอย่างไร
ก. แนะนำ ข. ปรารภ
ค. เตือนสติ ง. เปลี่ยนทรรศนะ
16. ข้อเขียนนี้มีจุดเด่นในเรื่องกลวิธีการเขียนอย่างไร
ก. ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจน
ข. ใช้แนวใหม่ในการเปรียบเทียบ
ค. ใช้ถ้อยคำกะทัดรัด
ง. ให้เหตุผลสนับสนุนดี
17. จากข้อเขียนนี้ผู้เขียนมีความคิดอย่างไร
ก. รักความยุติธรรม
ข. ช่างเปรียบเทียบ
ค. ชอบสร้องสรรค์
ง. ชอบสังคมชนบท
อ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ 18 - 25
“ ขุดร่องริมขอบนาโดยรอบกว้าง 2 เมตร ลึกลงใน
พื้นนา 1 เมตร นำดินขึ้นถมคันให้สูงขึ้นประมาณ 1
เมตร ใช้ป้องกันน้ำท่วมจากภายนอกและใช้เก็นน้ำภาย
ใน
กรมประมงแนะนำให้ชาวนาขุดบ่ออนุบาลขนาด
50 - 100 ตารางเมตร อยู่ในแปลงนาเพื่อนุบาลลูกปลา
ขนาด 2 - 3 ซม. บ่ออนุบาลและคูน้ำให้กักน้ำสูง 70 ซม.
ขณะที่ปล่อยพันธ์ปลา
ทำนาแบบปกติจนต้นข้าวอายุได้ 20 วันขึ้นไป
ก็เริ่มเพิ่มน้ำมากขึ้น ให้ปลาออกว่ายหากินในบริเวณนา
ทั้งแปลง และยกระดับน้ำสูงขึ้นอีกจนพอเหมาะกับ
ความสูงของต้นข้าว
ปลากินวัชพืช แมลงศัตรูข้าวหลายชนิด ช่วยพรวน
ดินโดยการว่ายและการหาอาหาร ปลา 1 ตัวพอดีกับ
พื้นที่ 1 ตารางเมตร พันธุ์ปลาที่อาจใช้ในระบบนี้มีหลาย
ชนิด เช่น ปลาไน ปลายี่สกเทศ ปลานวลจันทร์เทศ
ปลาจีน ปลานิล ปลาตะเพียน และปลาเฉาหรือปลา
กินหญ้า
ถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็สูบน้ำออกให้นาแห้ง ปลาจะมา
รวมอยู่ในคูน้ำโดยรอบ ข้าวได้เพิ่มขึ้น ปลาก็ได้กำไร ”
18. ข้อความนี้ควรตั้งชื่อเรื่องอย่างไร
ก. การเลี้ยงปลาในนา
ข. การเลี้ยงปลาในนาข้าว
ค. ในน้ำมีปลาในนามีข้าว
ง. ข้าวในนาปลาในน้ำ
19. ถ้าจะเลี้ยงปลาในนา เกษตรกรควรจะเริ่มเลี้ยง
เมื่อใด
ก. เริ่มเลี้ยงลูกปลาพร้อมๆกับการปลูกข้าว
ข. เมื่ออนุบาลข้าวแล้วราว 20 วัน
ค. เมื่อขุดบ่ออนุบาลเสร็จเรียบร้อย
ง. เมื่อขุดคูและบ่อทั้งภายนอกและภายในนาแล้ว
20. ข้อความ “ ได้ข้าวเพิ่มขึ้น ” อธิบายได้ตามเหตุผล
ข้อใด
ก. ได้ข้าวนอกนาจากร่องคูริมของนาด้วย
ข. ปลาในนาช่วยให้ต้นข้าวงามกว่าปกติ
ค. ต้นข้าวปลอดภัยจากศัตรู
ง. ระดับน้ำเหมาะแก่ความต้องการของต้นข้าว
21. ถ้าเกษตรกรจะเลี้ยงปลาแบบนี้ ข้อใดที่ไม่จำเป็น
ต้องทำ
ก. การคัดเลือกพันธุ์ปลาที่เหมาะสม
ข. การคำนวณอัตราส่วนพื้นที่ต่อปริมาณปลา
ค. การสำรวจปริมาณและแหล่งน้ำที่จะใช้
ง. การจัดหาวัชพืชให้เป็นอาหารปลา
22. เพราะเหตุใดข้อความนี้จึงกล่าวว่า “ ปลาก็ได้กำไร ”
ก. ทุ่นค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารปลา
ข. ปฏิบัติเต่นนี้แล้วเกิดผลพลอยได้สำคัญคือปลา
ค. เลี้ยงปลาได้หลายชนิดล้วนเป็นปลาที่ได้ราคาดี
ง. ลงทุนน้อยเพราะซื้อปลามาเลี้ยง
23. ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ที่ได้จากการเลี้ยงปลาในนา
ก. ดินร่วนขึ้น
ข. แมลงศัตรูข้าวลดลง
ค. ข้าวได้น้ำมากขึ้น
ง. วัชพืชที่ไม่พึงประสงค์หมดไป
24. ถ้าเกษตรกรจะเลี้ยงปลาแบบนี้ท่านคิดว่าข้อใด
จะเป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุด
ก. ไม่มีพันธุ์ปลาที่เหมาะสมในห้องถิ่นนั้น
ข. พื้นที่นาเป็นดินแข็งเกินไปยากแก่การขุด
คูและบ่อ
ค. การชลประทานไม่ทั่วถึง
ง. เกษตรกรขาดความรู้และประสบการณ์
25. ข้อความนี้ใช้กลวิธีใดในการอธิบาย
ก. การใช้ตัวอย่าง
ข. การชี้แจงตามลำดับ
ค. การกล่าวซ้ำด้วยคำแปลกออกไป
ง. การชี้สาเหตุและผลลัพธ์ที่สัมพันธ์กัน

วันอาทิตย์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2551

( 1 ) ศิษย์เก่าพิบูลฯดีเด่น ปี '51

นายวีรวัฒน์ วรรลยางกูร
ม.ศ. 5/4 ปีการศึกษา 2516
O กวี เขียวแดงหนึ่งผู้ วีรวัฒน์ - วรรลยางกูรนอ
ศรี แจ่มวรรณจรัส เจิดจ้า
พิ ลาสดั่งพลอยคัด ค่าเด่น ครูแล
บูล วาดวรรลยางกล้า กูลเกื้อถิ่นสถาน
ศักดิ์สิทธิ์ นามสุวรรณ ประพันธ์



" .....รักเพื่อนลูกเขียวแดงทุกรุ่น ( ถ้าบังเอิญเจอช่วยแนะนำตัวด้วย ) ผมไม่ใช่ศิษย์ดีเด่นดีเด่ อะไรหรอก เพียงแต่ยังเหลือความทรงจำของลูกพิบูลฯ แม้ไม่ได้ใกล้ชิด เพื่อนคนไหนใกล้ชิด โปรดช่วยสนับสนุน "

วัฒน์ วรรลยางกูร
ไทรโยค กาญจนบุรี
28 สิงหาคม 2551



ประวัติโดยสังเขป
นายวัฒน์ วรรลยางกูร นักเขียนรางวัลศรีบูรพาคนที่ 19 ประจำปี 2550
เกิดเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2498 ที่ตำบลตะลุง อำเภอเมือง ลพบุรี เป็นบุตรคนเดียวของนายวิรัตน์ และนางบุญส่ง วรรลยางกูร แต่ยังไม่ทันโตจำความได้ บิดามารดาก็หย่าร้างกัน มารดาจึงพาไปอยู่บ้านเดิมที่จังหวัดปทุมธานี

นักเขียนรางวัลศรีบูรพา คนที่ 19

พ.ศ.๒๕๐๕ เข้าเรียนชั้นประถมปีที่ ๑ ที่โรงเรียนประชาบาลวัดดาวเรือง ปทุมธานี เมื่อเรียนจบชั้นประถมปีที่ ๔ บิดาได้ติดต่อขออุปการะจึงพากลับไปอยู่ลพบุรีอีกครั้งหนึ่ง
พ.ศ.๒๕๐๘ เข้าเรียนชั้นประถมปีที่ ๕ อยู่กับย่าที่บ้านสวน ริมแม่น้ำลพบุรี ศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นที่โรงเรียนวินิตศึกษา
พ.ศ. ๒๕๑๔ เข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย จังหวัดลพบุรี โดยไปเป็นเด็กวัดอยู่ในเมืองลพบุรี สอบตกชั้นม.ศ.๕ เพราะกำลังเริ่มสนใจการประพันธ์อย่างจริงจัง จนต้องเรียนซ้ำชั้น
พิบูล ’ 16 รำลึก
แม่จิ๋ม แม่แจ๋ว แม่จุ๋ม และชาว 5/4 พิบูลวิทยาลัย พ.ศ.2516
ถึงแม้ปกติฉันจะเขียนหนังสือเป็นงานอาชีพมา 20 – 30 ปี ( จากพ.ศ. 2524 ) แต่การที่เจอไฟท์บังคับให้เขียนถึงความทรงจำสมัยเรียนพิบูลวิทยาลัย ก็ไม่ง่ายนัก ต้องใช้เวลาเข้าทรงระลึกชาติอยู่หลายเพลา จะเขียนเรื่องอะไร ช่วงเรียนมัธยมปลายที่พิบูลวิทยาลัย เป็นช่วงวัย 17-18-19 ปี มันจะมีอะไรสำหรับเด็กหนุ่ม นอกจากการจีบสาวไปตามสัญชาตญาณแห่งวัย เรื่องการจีบสาวของเด็กหนุ่มยุคโน้น หากเขียนเล่าไป เด็กรุ่นลูกหลานอ่านแล้วคงรำคาญว่า ไฉนมันชักช้า อืดอาด กว่าจะได้จับมือก็นิยายไปค่อนเรื่องไกล้
จบแล้ว......ไม่เล่าดีกว่า อันที่จริงเป็นจังหวะบังเอิญเหลือเกินว่า คนรุ่นเราเติบโตมาเจอยุคสมัยเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากยุคเผด็จการ มาสู่ยุค ( ที่อ้างว่าเป็น ) ประชาธิปไตย คือ เหตุการณ์ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 มันเป็นผลกระทบอันหนึ่งซึ่งทำให้คนรุ่นนั้น ยุคนั้นมีแนวทางชีวิต มีวิธีคิดแปลกออกไป.....แปลกไปแบบช่วยไม่ได้จริงๆ ( ถ้าเขียนคงยืดยาว )
อีกอันหนึ่งคือการได้มาเรียนแผนกศิลป์ของฉันที่พิบูลวิทยาลัย นับเป็นทางลิขิตชีวิตอันถูกต้องเหมาะเหม็ง
แม่จิ๋ม แม่แจ๋ว แม่จุ๋ม ปัจจุบันทั้งสามตะละแม่ก็มีวิถีชีวิตของตัวเอง ( มันจะของคนอื่นได้ไงล่ะ-ฮา )
ดูได้เลยว่าก็เป็นวิถีชีวิตที่ได้มาจากพื้นฐานการเรียนยุค 5/4 นั่นแหละ เช่น จิ๋มเก่งภาษาฝรั่งเศสและก็ถ่ายทอดวิชาให้ลูกสาวเข้าเรียนเตรียมอุดมฯได้อย่างดี ส่วนแจ๋วกับจุ๋มก็ไปเป็นครูอาจารย์ ที่ฉันเชื่อว่าเธอไปเป็นอาจารย์ที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครู อันเป็นสิ่งที่เราได้รับถ่ายทอดมาจากครูของเราหลายๆคน..............ครูที่ไม่เป็นแค่คนรับจ้างสอนหนังสือ ยังจำได้ไหม ม.ศ.5/4 ( เท่ากับ ม.6 สมัยนี้ ) จิ๋ม – แจ๋ว – จุ๋ม จัดรายการเพลงสากลเสียงตามสายที่โรงเรียน

ใช่.....ต้องเพลงสากล เพราะยุคนั้นอิทธิพลกระแสเพลงสากลบวกแคมป์จีไอมีมาอยู่ที่ลพบุรี ตาคลี อุดร ฯ ส่งผลกระทบให้เราฟังและหัดร้องเพลงสากล
เอลวิส , แพทบูน แก่เกินไป
รุ่นเราต้อง ซีซีอาร์ , บีจีส์ , โลโบ้ , ดอนนี่ ออสมอนด์ , จอห์น เลนนอน ( เดอะบีทเทิล )
คาเพนเตอร์ , ไซมอนด์ แอนด์กาฟังเกล ฯลฯ
แต่ถึงอย่างไรเมื่อเราจัดเพลงเสียงตามสายโดยดีเจ. ( สมัยโน้นยังไม่เรียกดีเจ. ) จิ๋ม+จุ๋ม+แจ๋วก็ยังต้องมีลำนำกลอนโดย “ กวีศรีพิบูลฯ ” คนนั้นแน่นอน ส่วนมันจะเข้ากับเนื้อเพลงหรือไม่ ก็มั่วได้
นั่นคือความทรงจำร่วมกัน ที่ฉันเชื่อว่าทุกคนในรุ่นนั้น ช่วงพ.ศ.2516 น่าจะเคยแว่วๆเสียงตามสาย
ส่วนการเรียนแผนกศิลปะที่พิบูลวิทยาลัย กลายเป็นการก้าวสู่ทางชีวิตนักประพันธ์ คือว่าฉันเองใฝ่ฝันทางการประพันธ์มาตั้งแต่เรียนม.ศ.2 โรงเรียนวินิตศึกษา บังเอิญว่าในวิชาคณิตศาสตร์ บังเอิญครูผู้สอนเป็นครูประสิทธิ์ รอดแย้ม ที่ “ ซี้ ” กันกับฉัน ขนาดว่ายอมปล่อยให้นายวีรวัฒน์เอาหนังสือนิยายกำลังภายในมาอ่านได้ในชั่วโมงเรียน หรือจะม่ส่งการบ้านอะไรก็ได้เพราะได้เขียนหนังสือไปลงนิตยสารฟ้าเมืองไทย เป็นที่ภาคภูมิใจของชาววินิตศึกษา ( ส่วนหนึ่ง ) แต่สำหรับตัวฉันเองแล้วนอกจากความภาคภูมิใจยังเป็นเรื่องของการได้กะตังค์ใช้นี่ก็สำคัญไม่น้อย ( สำคัญมาก ) เขียนเรื่องสั้นลงนิตยสารชัยพฤกษ์ได้ 125 บาท เขียนกลอนได้ 25 บาท เขียนบทความได้ 30 บาท ( นายประสาท พาศิริ ก็เคยได้ 30 บาทเช่นกัน ในคอลัมน์เวทีเยาวชน ) จากนั้นเมื่อมาเรียนแผนกศิลป์ที่พิบูลวิทยาลัย ขอสารภาพว่าอะไรไม่รู้ทำให้ฉันไม่ตั้งใจเรียนเสียเลยนาควิชาคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส สอบผ่านม.ศ.4 มาด้วยคะแนน 53 % พอเรียนม.ศ.5/3 สอบตก 49.5% ( ถ้าจำไม่ผิด )
อะไรที่ไม่รู้นี้เป็นสวรรค์สั่ง หรือนรกสาป โปรดพิจารณา
ก็สมควรที่จะสอบตกเพราะคณิตศาสตร์ส่งกระดาษคำตอบเปล่าๆ ส่วนภาคภาษาก็มั่วๆไป
แต่ไม่อยากคุยว่าวิชาภาษาไทย ข. ที่มีวิชาการประพันธ์ด้วยมักจะ ‘ ท็อป ’ ประจำ เพราะได้ครูดีคืออาจารย์ฉวีวรรณ สิทธิปาน
ความรู้เรื่องวรรณคดี โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ฉันได้จากอาจารย์ฉวีวรรณมากเกินกว่าการเรียนมัธยมปกติ กระทั่งสามารถไปประกอบวิชาอาชีพได้......คือปกติ นักประพันธ์เป็นอาชีพที่จะต้องไส้แห้ง จนต้องไปมีอาชีพอย่างอื่นเสริม เช่น เป็นนักหนังสือพิมพ์ เป็นข้าราชการ แต่ฉันเป็นนักประพันธ์อย่างเดียวเดี่ยวโดดเลี้ยงตัวเลี้ยงครอบครัวมาได้ ไม่รวยไม่จน รอดพ้นวิกฤตต่างๆมาจนทุกวันนี้ ก็ได้พื้นฐานการเรียนวิชาการประพันธ์ ( ภาษาไทย ข. ) กับอาจารย์ฉวีวรรณ ทำให้เป็นนักเขียนที่เขียนงานได้รอบตัวทั้งร้อยแก้ว – ร้อยกรอง
ลูกพิบูลฯแผนกศิลป์อย่างเรา ( กู ) จะให้เขียนอะไรก็ทำได้ นิยาย เรื่องสั้น สารคดี กวี บทหนัง บทละคร คอลัมน์ ฯลฯ

ครูสมัยที่วีรวัฒน์เรียนหนังสือ

พูดแค่นี้ก็น่าหมั่นไส้มากแล้ว เอาเป็นว่าฉันพูดเพื่อยกย่องครูวิชาการประพันธ์ของฉันที่พิบูลวิทยาลัยก็แล้วกัน
แม่จิ๋ม แม่แจ๋ว แม่จุ๋ม แม่ๆพ่อๆแห่ง 5/4 และลูกเขียวแดงทั้งหลาย เรื่องราวความหลังครั้งอยู่พิบูลวิทยาลัยที่จริงยังมีอีกมากหลาย เช่น การหนีโรงเรียน – ฮา งานฤดูหนาว กีฬาต่างๆ กระเทยหน้าสถานีรถไฟ และ จุด-จุด-จุดหลังสถานีรถไฟ ฯลฯ วันนี้ยุติแค่นี้ก่อน สารภาพว่าช่วงนี้ ‘ งานเข้า ’ จริงๆ ทิ้งไม่ได้เพราะลูกกำลังเรียนมหาวิทยาลัยสามคน – เอวัง
ส่วนเรื่อง 14 ตุลาคม 2516 นั้น ยืดยาวเกินกว่าจะเขียนในที่นี้

ครูฉวีวรรณ สิทธิปาน คนแรกมุมล่างซ้ายมือ
หมายเหตุ ชื่อวีรวัฒน์ ต้องเปลี่ยนเป็น วัฒน์ เพราะจำเป็นบังคับ ราวปี 2525 – 2526 ได้รับธนาณัติค่าเรื่องจากนิตยสารเปรียว เขียนในธนาณัติว่า ‘ วัฒน์ ’ ตามชื่อในต้นฉบับ ไปที่ไปรษณีย์เขาไม่ยอมจ่ายเงินให้เพราะบัตรประชาชนเป็น ‘ วีรวัฒน์ ’ เลยตัดสินใจไปจัดการเรื่องชื่อที่อำเภอ จังหวะดีเหลือเกินต่อจากนั้นไปรับเช็คค่าเรื่องนิยายคือรักและหวัง เป็นเงิน 10,000 บาท ( พ.ศ.2525 ) เช็คขีดคร่อมจ่ายชื่อ ‘ วัฒน์ ’ ก็เลยถือเป็นฤกษ์ดี ‘ ปรับชื่อ ’ แล้วได้เงินหมื่น

ขอยุติไว้เท่านี้ก่อนตามเงื่อนไขของเวลาที่มี พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้ามืดเข้ากรุงเทพฯ
รักเพื่อนลูกเขียวแดงทุกรุ่น ( ถ้าบังเอิญเจอช่วยแนะนำตัวด้วย ) ผมไม่ใช่ศิษย์ดีเด่นดีเด่อะไรหรอก เพียงแต่ยังเหลือความทรงจำของลูกพิบูลฯ แม้ไม่ได้ใกล้ชิด เพื่อนคนไหนใกล้ชิด โปรดช่วยสนับสนุน

วัฒน์ วรรลยางกูร
ไทรโยค กาญจนบุรี
28 สิงหาคม 2551

วันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2551

การยอมรับความแตกต่าง คือหนทางสร้างสามัคคี

ในความต่างมีความเหมือน - ในความเหมือนมีความต่าง

เหมือนหรือแตกต่าง


ความเหมือนที่แตกต่าง
O ความรู้คือการรับรู้คู่ศึกษา อ่านตำราฟังบรรยายมากมายเหลือ
แต่รู้จริงต่างรู้มากอยากคลุมเคลือ กลายเป็นเหยื่อของตำราฆ่าตัวเอง
O ตัวอย่างคือสังคมไทยในวันนี้ แบ่งเป็นสีแบ่งเป็นขั้วอวดตัวเก่ง
ชัยชนะคืออำนาจให้หวาดเกรง ไม่ข่มเหงก็ข่มขู่เหนือผู้แพ้

เหมือนหรือแตกต่าง
O ชัยชนะคือปลายฝันอันสูงส่ง คนลุ่มหลงสร้างรอยทางอย่างแน่วแน่
ชัยชนะสร้างสุขได้ไม่ผันแปร คนอ่อนแอคือฐานรองของสังคม
O ก่อนรู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย มีน้ำใจปรองดองสองสุขสม
แพ้เพื่อพรุ่งมุ่งชัยได้ปรารมภ์ หลักแห่งพรหมคือทางสร้างสมดุล


เหมือนหรือแตกต่าง
O ความรู้จริงของผู้ซึ่งถึงสัจจะ ใช่มุ่งแต่เอาชนะแค้นเคืองขุ่น
ก่อนใครแพ้ชนะหรือถือเป็นคุณ ต่างค้ำจุนให้เห็นธรรมนำแนวทาง
O ชนะแพ้นั้นมีแง่ในความเหมือน มีคลาดเคลื่อนมีส่วนคล้ายใช่แตกต่าง
ดูอย่างวัยก็เห็นจริงสิ่งอำพราง คนคือร่างวัยเวียนวัฏสัจธรรม

เหมือนหรือแตกต่าง
O ผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่คือใครแน่ หรือรอแพ้เพื่อมุ่งชัยให้น่าขำ
ผู้แพ้ที่แพ้จริงฤาใครจำ ประชาชนตาดำดำแพ้ร่ำไป
O เมื่อชาติไทยคนไทยจวนใกล้แพ้ จะมิแย่กว่าหรือคือเรื่องใหญ่
เจตนาถ้าทำเพื่อเกื้อปวงไทย ต้องตั้งใจยึดพระธรรมนำนาวา

เหมือนหรือแตกต่าง

เหมือนหรือแตกต่าง
O ธรรมแห่งวงศ์กษัตริย์ไทยให้สำนึก น้อมรำลึกบารมีศรีสง่า
ทุกพระองค์เรียนรู้เพื่อเกื้อประชา คือที่มาของชาติไทยในวันนี้
O ถ้าเรียนรู้เพื่อยืนบนผลประโยชน์ จะก่อโทษก่อภัยไปทุกที่
ถ้าเรียนรู้เพื่อพอเพียงเคียงความดี สามัคคีจากความต่างสร้างสมดุล
ศักดิ์สิทธิ์ นามสุวรรณ

เหมือนหรือแตกต่าง
เหมือนหรือแตกต่าง

ในความต่างมีความเหมือน - มีความเหมือนในความต่าง
" คิดกว้าง มองไกล ใฝ่สูง "
ว. วชิรเมธี

วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2551

12 สิงหาคม - วันแม่ของแผ่นดิน

12 สิงหาคม - วันแม่ของแผ่นดิน
O ศรีสิริกิติ์เกื้อ กอปรงาน ศิลป์นอ
ศรีสืบนาครสาน ศาสตร์ไว้
ศรีแม่สื่อสมาน ใจราษ - ฎรแล
ศรีแผ่นดินส่งให้ ร่มฟ้าไผทเกษม.
นายศักดิ์สิทธิ์ นามสุวรรณ ประพันธ์

พระราชประวัติ
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเป็นสมเด็จพระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 9 พระนามเดิม หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เป็นพระธิดาองค์ใหญ่ของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล (ภายหลังได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาขึ้นเป็น พลเอกพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นจันทบุรีสุรนาถ) กับ หม่อมหลวงบัว กิติยากร เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2475 ณ บ้านของพลเอกเจ้าพระยาวงศานุประพัทธ์ (ม.ร.ว.สท้าน สนิทวงศ์) และท้าววนิดาพิจาริณี บิดาและมารดาของหม่อมหลวงบัว กิติยากร ตั้งอยู่ที่ 1808 ถนนพระรามที่ 6 อำเภอปทุมวัน จ.พระนคร ได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า "สิริกิติ์" มีความหมายว่า "ผู้เป็นศรีแห่งกิติยากร"

การศึกษา
พ.ศ. 2479 เมื่อหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์มีอายุได้ 4 ขวบ ก็ได้เข้ารับการศึกษาครั้งแรกในชั้นอนุบาลที่โรงเรียนราชินี ทว่าในขณะนั้น แม้เหตุการณ์ด้านการเมืองภายในประเทศไทยจะสงบลง แต่สถานการณ์ระหว่างประเทศก็ไม่สงบ กล่าวคือ สงครามมหาเอเชียบูรพาเริ่มแผ่ขยายมาถึงประเทศไทย กรุงเทพมหานครถูกโจมตีทางอากาศหลายครั้งจนการคมนาคมไม่สะดวก พระบิดาจึงให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ เพราะอยู่ใกล้วังพระบิดา ได้เรียนที่นั่นตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จนจบชั้นมัธยมศึกษา หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ได้เรียนเปียโน ซึ่งเรียนได้ดีและเร็วเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังได้ศึกษาภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศสด้วย
พ.ศ. 2489 ครั้นเมื่อสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง หม่อมเจ้านักขัตรมงคลต้องเสด็จไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำสำนักเซนต์เยมส์ ประเทศอังกฤษ ทั้งนี้โดยได้ทรงพาครอบครัวทั้งหมดไปอยู่ด้วย ในเวลานั้นหม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ มีอายุได้ 13 ปีเศษ และเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้ว ขณะที่อยู่ในประเทศอังกฤษ หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ได้ศึกษาต่อทั้งวิชาภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส และวิชาเปียโนกับครูพิเศษ หลังจากนั้นไม่นาน พระบิดาย้ายไปดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตประจำประเทศเดนมาร์กและประเทศฝรั่งเศส ตามลำดับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ก็ยังคงเรียนเปียโน และตั้งใจจะศึกษาต่อในวิทยาลัยการดนตรีที่มีชื่อเสียงของกรุงปารีส ระหว่างที่อยู่ในประเทศฝรั่งเศส หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช (ขณะนั้นทรงศึกษาต่อที่สวิตเซอร์แลนด์หลังจากเสด็จขึ้นครองราชย์) ซึ่งพระองค์เสด็จประพาสกรุงปารีส โดยทางรถยนต์จากสวิตเซอร์แลนด์ เพราะประสงค์จะเลือกซื้อรถยนต์พระที่นั่งแทนคันเดิม และยังได้รับชมการแสดงดนตรีของคณะที่มีชื่อเสียงด้วย ในระหว่างที่เสด็จพระราชดำเนินมายังกรุงปารีส ก็ได้ประทับที่สถานทูตไทยประจำประเทศฝรั่งเศสเช่นเดียวกันกับนักเรียนไทยคนอื่นในสมัยนั้น ทั้งนี้เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงโปรดการดนตรีเป็นพิเศษ ขณะที่หม่อมราชวงศ์หญิงสิริกิติ์ก็สนใจศิลปะเช่นกัน ทำให้เกิดความความสัมพันธ์ขึ้น
อภิเษกสมรส
วันที่ 28 เมษายน พุทธศักราช 2493 มีพระราชพิธีราชาภิเษกสมรส ณ วังสระปทุม สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ทรงเป็นประธานพระราชทานน้ำพระพุทธมนต์และ เทพมนต์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชและ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ได้ ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย และ ในวันนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ ทรงสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์เป็นสมเด็จพระราชินี วันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493 เป็นวันพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับเฉลิมพระบรมนามาภิไธยว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” และ ทรงสถาปนาเฉลิมพระยศสมเด็จพระราชินีเป็น “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี”
แด่แม่ของแผ่นดิน
O แม่ผองไทยทั้งแผ่นดินถิ่นประเทศ แม่ปกเกศลูกสยามตามวิถี
แม่หนุนเกื้อโดยทรงนำกระทำดี แม่ทรงพลีเพื่อประชาสุขถาวร
ลูกสำนึกน้ำพระทัยจากใจแม่ ลูกท้อแท้พระเมตตามาถ่ายถอน
ลูกบูชาราชินีศรีมารดร ลูกอาทรเทิดพระองค์ทรงพระเจริญ.
ศักดิ์สิทธิ์ นามสุวรรณ ประพันธ์

ขอพระองค์จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน


ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้าในนามคณะครู บุคลากรและนักเรียนโรงเรียนพิบูลวิทยาลัย
จังหวัดลพบุรี
12 สิงหาคม 2551

วันศุกร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2551

เรื่องสั้น : เขียดขาคำ / สะท้อนชีวิตคนอีสาน : ความเชื่อ : ความคิดที่ควรเปลี่ยนแปลง

เรื่องสั้น : เขียดขาคำ
ลาวคำหอม
แดดกล้าเริงแรง เหมือนจงใจจะแผดเผาทุกชีวิตบนทุ่งหญ้ากว้างให้ไหม้มอดจนสิ้นซาก
สะแบงหลวงกับพะยอมยืนโดดเด่น ทิ้งใบแก่สีเหลืองคล้ำร่อนลงดินเป็นครั้งคราว เขาหย่อนกายลงตรงโคนไม้ด้วยท่าทางที่เหนื่อยอ่อน เสื้อสีครามคล้ำเปียกชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อ รอบตัวมีแต่ความอ้างว้างแห้งแล้ง เขาเพ่งมองกลุ่มหญ้าหม่นและฟางฝอยที่ปลิวว่อนหมุนเป็นลำสูงพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า นอกจากหญ้าและฟาง มันยังหอบเอาดินสีน้ำตาลลอยฟุ้งจนมืดมัวไปหมด มันเป็นลมหัวกุดหรือที่บางคนเรียกลมหัวด้วน เขารู้สึกหวาดขึ้นมาทันทีเมื่อคิดได้ว่า ลมที่พัดตึงๆอยู่นั้น ผู้ใหญ่เคยบอกว่ามันเป็นเครื่องหมายของความแห้งแล้ง ความอดอยาก ความวิบัติและความตาย เมื่อคิดถึงตรงนี้เขารู้สึกกระวนกระวายอยากจะไปให้ถึงบ้านที่มองเห็นยอดไผ่เรี่ยดินลิบๆอยู่เบื้องหน้า แต่ก็ลังเลที่จะเดินต่อ เพราะเมื่อครู่นี้เอง ก่อนจะถึงร่มไม้ เขารู้สึกหูอื้อ ตามัว ซึ่งเขารู้ว่ากำลังจะเมาแดดและเป็นลม เขามองดูฝ่าเท้าที่พองเพราะความร้อนไหม้ของพื้นทราย แล้วรู้สึกโกรธขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก โกรธดินฟ้าอากาศซึ่งช่างมีแต่ความทารุณไม่จบสิ้น เช้านี้มันยังหนาวเหน็บจนถึงกระดูกแต่ขณะนี้กลับร้อน จนรู้สึกว่าหัวจะแตกออกเป็นเสี่ยง เมื่อคิดถึงความเยือกเย็นยามเช้าตรู่ก็ยิ่งคิดถึงลูกน้อยมากขึ้น
เช้านี้เอง เขากับลูกเล็กสองคนพากันออกไปหาเขียด เพื่อหาอาหารมื้อเช้าที่ทุ่งนาข้างบ้าน อากาศแสนหนาว ลูกน้อยทั้งสองคนคางสั่นกักๆขณะที่ก้มมองหาตาเขียด ซึ่งซ่อนอยู่ตามรอยแตกระแหงของผืนนา ทุกครั้งที่มองเห็นตาใสในหลืบเล็ก ลูกน้อยจะเรียกเขาเสียงดัง
“ พ่อ นี้อีกตัว ”
“ พ่อ หลืบนี้มีสอง เขียดขาคำ๑เสียด้วย เร็วหน่อยสิพ่อ ”
เขาจะกะโผลกกะเผลกไปตามเสียงเรียก ใช้จอบงัดรอยระแหง บางตัวเขาจับมันได้
ทันที แต่มีบางตัวพอเริ่มงัดดินมันก็กระโดดแผล็วไป เป็นหน้าที่ของลูกที่จะไล่ตะครุบ บางตัวก็ทัน บางตัวก็กระโดดลงไปในหลืบดินใหม่ ทำให้เขาต้องตามไปงัดรอยระแหงนั้นอีก บางครั้งถ้าโชคดีนอกจากจะได้เขียด ยังพบหอยกาบ หอยจุ๊บแจงที่หมกตัวรอฝนซึ่งเขาก็เก็บมันไป แดดเริ่มอุ่นและได้เขียดมากพอสำหรับข้าวมื้อเช้าแล้ว เสียงผู้ใหญ่บ้านเคาะเกราะเรียกประชุมดังแว่วมาจากในบ้าน เมื่อคิดถึงตรงนี้เขารู้สึกโกรธตัวเองขึ้นมาอีกอย่างบอกไม่ถูก เพราะถ้าหากว่าเขากลับบ้านเสียแต่ตอนนั้น ลูกน้อยที่น่าสงสารก็คงไม่เจ็บ มันเป็นหลืบสุดท้ายแท้ๆ ในทันทีที่เขางัดดินแตกกระจาย เขียดขาคำโตเต็มที่ขนาดหัวแม่มือกระโดดแผล็วผ่านหน้าลูกชายคนกลางไป เด็กน้อยไล่ตามไปห้า-หกวา เขียดจึงกระโดดลงไปในรอยเท้าควาย ลูกน้อยของเขาล้วงมือตามหมายจะจับ เท่านั้นเองเขาก็ตะลึงแทบสิ้นสติ เมื่อได้ยินลูกน้อยร้องเสียงลั่น

( ๑ เขียดขาคำ หมายถึง เขียดชนิดหนึ่ง มีรูปร่างคล้ายกบแต่ขนาดเล็กกว่า ส่วนท้องและขามีสีเหลือง )


“ พ่อ งู งูกัดมือ ! ” งูเห่าแผ่แม่เบี้ยขู่ฟ่อๆ ได้สติเขากระโจนใช้ด้ามจอบหวดเต็มแรงสามครั้ง งูร้ายก็หางสั่นดิกๆ เขาหอบลูกน้อยพร้อมครุ๑เขียดกลับเข้าบ้าน และไม่ลืมบอกลูกอีกคนลากงูไปด้วย ลูกของเขาร้องไห้และครางเบาๆตลอดทาง มือของเด็กตบที่หน้าอกบอกว่าหายใจไม่ออก เมื่อถึงบ้าน กสิ่งโกลาหลไปหมด วิ่งหาหมอน้ำมนต์ หมอยากลางบ้านเท่าที่คิดชื่อได้
“ เอาเขียดมาสับปิดที่แผล ” เพื่อนบ้านคนหนึ่งร้องบอก
“ ปิ้งตับงูให้มันกิน ” อีกคนตะโกนเสียงดัง เขาวิ่งไปที่ซากงูผ่าท้องหาตับ ในขณะ
ที่เมียของเขาเฝ้าแต่ร้องไห้ ยิ่งสายคนยิ่งมาก เพื่อนบ้านที่ประชุมอยู่บ้านผู้ใหญ่เมื่อทราบข่าวก็แตกฮือ
มาสมทบ และในขณะเดียวกัน เขาก็ตกใจแทบเป็นบ้า เมื่อเพื่อนบ้านบอกว่าเขาต้องไปอำเภอวันนี้
เพราะผู้ใหญ่บ้านชี้แจงว่า วันนี้เป็นวันที่ทางการจะจ่ายเงินให้กับคนมีลูกตั้งแต่ห้าคนขึ้นไป และเขา
ก็เป็นหนึ่งที่มีลูกครบห้าคนพอดี
“ จะไปได้ยังไง ลูกจะตายแหงบๆอยู่ไม่เห็นหรือ ? ” เขาพูดอย่างเจ็บแค้น
“ มันจะเป็นไรไปวะ มดหมอออกมากมายต่างก็เคยรักษากินบ้านกินเมืองมาแล้ว
ทั้งนั้น ”
“ ไปซีอ้ายบ้า ตั้งสองร้อยบาทเทียวนะ เกิดมามึงเคยมีรึ เงินสองร้อยน่ะ ”
“ พูดมันเสียเถอะ ” อีกคนพูด “ ถ้ามันเกิดมีอันเป็นถึงล้มถึงตาย ก็เลยจะชวดเท่านั้น ”
“ ไม่ไป๊ ไม่ไป ” เขาเอ็ดตะโร “ ลูกนอนหายใจหงับๆอยู่ ยังจะมาบอกให้ไป วันอื่น
มันทำไมไม่จ่าย จริง เงินสองร้อยบาทแต่เกิดมาก็ไม่เคยมี แต่กูไม่ไป ข้าไม่ไป ”
“ ตะราง ” อีกคนหนึ่งพูด “ ถ้าไม่ไปมันก็ตะรางเท่านั้นเอง มีหรือจะขัดเจ้าขัดนาย
เขาให้ต้องเอา ไม่เอาก็ตะราง ”
เขารู้สึกใจเสียเมื่อได้ยินคำว่าตะรางบ่อยๆ แต่ก็ยังแข็งใจพูด
“ ตะรางตะเริงที่ไหน ก็บอกไม่เอา ไม่เอา ลูกจะตายทั้งคนจะทิ้งไปได้ยังง้าย ! ”
เขาขึ้นเสียง “ ไม่ไป ไม่ไป ” เขาย้ำอีก
“ ไปเสีย อย่าขัดทางการเขา เราเป็นราษฎร ” หันไปก็พบผู้ใหญ่บ้านยืนหน้าขรึม
อยู่ข้างๆ เสียงเขาแหบแห้งลงทันที
“ ถ้าไม่ไปโทษถึงตะรางจริงหรือ ? ” เขาถาม
“ แน่นอน ” ผู้ใหญ่บ้านพูดขึงขัง “ บางทีถึงจำตลอดชีวิต ”


( ๑ ครุ หมายถึง ภาชนะที่สานด้วยไม้ไผ่แล้วอุดรอยสานด้วยครั่ง รูปร่างคล้ายถังน้ำ )
เท่านั้นเอง เขาก็ต้องซมซานไปอำเภอเหมือนคนบ้า ฝากลูกน้อยกับหมอน้ำมนต์และ
เพื่อนบ้าน แล้วผลุงลงเรือนไป ถึงอำเภอเมื่อจวนจะเพล พบกับเพื่อนบ้านที่มาเอาเงินเช่นเดียวกับเขา
นั่งเป็นกลุ่ม เพื่อนบ้านชี้ให้เขาไปที่โต๊ะปลัดอำเภอแก่ๆคนหนึ่ง จึงผลุนผลันเข้าไป
“ ผมนายนาค นางาม ครับ มาขอเอาเงินค่ามีลูกมาก ”
ปลัดอำเภอเงยหน้าที่อวบอูมขึ้นมองเขาช้าๆ จ้องอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดเสียงหนัก
“ อ้ายบ้า คนกำลังทำงานไม่มีตารึ ไป๊ ! ไปรอข้างนอก ”
“ เออ นาย ลูกผมกำลังจะตาย ” แต่แล้วเขาก็ชะงักโดยเร็วเมื่อคิดว่าเขาไม่ควรพูดคำนี้เพราะบางทีเจ้านายเกิดสงสัยว่าลูกเขาตายจะลำบาก ปลัดอำเภอนั้นก้มหน้าเขียนอะไรขยุกขยิกต่อไปอีก นาคเดินออกมาสมทบเพื่อนข้างนอกอย่างเงื่องหงอย เกิดเป็นราษฎรชาวนานี่ช่างมีแต่กองทุกข์ เขาคิด อดอยากปากหมองก็สุดจะทุกข์อยู่แล้ว หันหน้าไปหาเจ้านายก็มีแต่คำขู่เข็ญเขารอต่อไปจนเที่ยง แต่เจ้านายคนนั้นยังเขียนหนังสือต่อไป เหมือนไม่มีพวกเขา ชาวนาทั้งหลายซึ่งนั่งรออยู่อย่างกระวนกระวาย สักครูปลัดจึงลุกขึ้นเดินอาดๆออกมาข้างนอก แต่ยังมีเมตตาหันมาบอกสองสามคำ




“ เที่ยงแล้ว หยุดพัก บ่ายโมงมาเอา ”



นาคกับเพื่อนนั่งรอจนบ่าย ปลัดหน้าตายคนนั้นจึงเข้ามาและเรียกพวกเขาให้เข้าไปหา ทุกคนนั่งราบลงที่พื้น เขาเริ่มซักถามต่างๆว่าทำยังไงจึงมีลูกมากนัก เพื่อนบ้านก็ตอบไปงกๆเงิ่นๆ เรียกเสียงหัวเราะอย่างชอบใจจากหมู่เจ้านายที่หันมาฟังคำตอบอันแสนจะน่าอดสูเหล่านั้น
และแล้วก็ถึงเขาจนได้
“ คนไหน นายนาค นางาม ”
“ ผมครับ ” เขาตอบอ้อมแอ้ม
“ เราล่ะ ทำยังไงจึงมีลูกมากมายนัก ” หลายคนหัวเราะคิกๆ
“ โอ๊ย ! มันยากมันจนเจ้านายเอ๊ย ” เขาโพล่งออกไปเพราะเหลืออด
“ ก็มันเกี่ยวอะไรกับยากๆจนๆเล่า ” ปลัดซักด้วยน้ำเสียงแสดงความผิดหวังในคำตอบ



“ มันจน มันจน ไม่มีเงินจะไปซื้อผ้าห่ม ถึงจะเหม็นสาบเหม็นคาวทั้งปีทั้งชาติ
ก็ได้ใช้เมียนั้นแล้วต่างผ้าห่ม ลูกมันก็หลั่งไหลมา ” แทนเสียงหัวเราะ ทุกคนเงียบงันไปครู่หนึ่ง
เสียงปลัดหน้าตายคนนั้นจึงปร่าๆขึ้น
“ บ๊ะ อ้ายหมอนี่เอาเมียทำผ้าห่ม ”

ลมพัดมาอีกอู้หนึ่ง สะแบงและพะยอมทิ้งใบแก่กราวใหญ่ ประกายแดดยังเต้น
ระยิบ ลมหัวกุดยังคงพัดอื้ออึงกลางทุ่งโล่งเบื้องหน้า นาคผละจากเงาไม้สูงฝ่าเปลวแดดร้อนยามบ่ายมุ่งตรงไปหมู่บ้าน ไม่นานเขาสวนทางกับเพื่อนบ้านหมู่หนึ่ง
“ เฮ้ยทิดนาค ” เสียงนั้นทักมาแต่ไกล ไม่ทันจะตอบอีกคนหนึ่งก็ชิงเล่า
“ เอ็งโชคดีเหลือเกิน ” คำเล่าทำให้เขาใจชื้นมากขึ้น ยิ้มเล็กน้อยก่อนถาม
“ โชคยังไง โชคยังไง ” เขาถามอย่างร้อนรน
“ ก็เงินสองร้อยเอ็งได้รึเปล่าเล่า ? ”
“ ได้ซี อยู่นี่ ” เขาตบกระเป๋า
“ โชคดีเหลือเกิน โชคเอ็งดีเหลือเกินนาคเอ๋ย ถ้าเอ็งช้าไปอีกวันเดียวก็ชวดเงิน
สองร้อยบาท ”
“ ? ”


ข้อสอบกลางภาค ท ๔๓๒๐๑ : การอ่านและพิจารณาวรรณกรรม

แบบทดสอบกลางภาคเรื่อง เรื่องสั้น ( Short Story )
วิชา ท ๔๓๒๐๑ การอ่านและพิจารณาวรรณกรรม คะแนน ๒๐ คะแนน เวลา ๕๐ นาที
ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๕๑


คำสั่ง : จงเลือกคำตอบข้อที่ถูกต้องที่สุดเพียงข้อเดียว
จงอ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ ๑-๔
“ ความตายของลูกชายเปลี่ยนนิสัยพ่อ จากที่ไม่เคยฟังใครกลายเป็นพ่อที่อบอุ่นสำหรับลูกสาวทั้งสอง พ่อมักพูดถึงความฝันของตัวเองให้ลูกฟังทุกวัน จนมันกลายเป็นภาระที่คนในครอบครัวจะต้องช่วยกันส่งเสริมสมาชิกคนเล็กสุดให้ได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัยมีชื่อให้จงได้ ”
๑. ข้อความนี้มาจากเรื่องสั้นเรื่องใด
ก. เนื้อพะยูน ข. หนี้น้ำใจ
ค. ความหวังก่อนตาย ง. เมื่อเย็นย่ำ...ของวันอันร้าย
๒. ข้อความนี้มีตัวละครกี่ตัว
ก. ๑ ตัว ข. ๒ ตัว
ค. ๓ ตัว ง. ๔ ตัว
๓. ประเด็นสำคัญของข้อความนี้คืออะไร
ก. ลูกชายเสียชีวิต
ข. สาเหตุการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของพ่อ
ค. ความรับผิดชอบของลูกสาวต่อความประสงค์ของพ่อ
ง. พ่อต้องการให้ลูกสาวคนเล็กเป็นความ
หวังของครอบครัวแทนลูกชายที่ตายไป
๔. โวหารของข้อความนี้เป็นประเภทใด
ก. อธิบายโวหาร ข. บรรยายโวหาร
ค. อุปมาโวหาร ง. พรรณนาโวหาร

จงอ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ ๕-๘
“ บ่อยครั้งที่ความชั่วช้า ต่ำทราม ได้เข้ามาทักทายเกี่ยวพันเขาและเขาได้พ่ายแพ้ หวิดจะทำให้ตระกูลอัปยศอดอายมาก็หลายหน การพนัน ผู้หญิง และเพื่อนชั้นต่ำ เขามักง่ายพ่ายแพ้มันเสมอ ”
๕. ข้อความนี้มาจากเรื่องสั้นเรื่องใด
ก. เนื้อพะยูน ข. หนี้น้ำใจ
ค. ความหวังก่อนตาย
ง. เมื่อเย็นย่ำ... ของวันอันร้าย
๖. คำใดบ่งบอกถึงฐานะของตัวละคร
ก. ตระกูล
ข. การพนัน
ค. ความชั่วช้า
ง. ผู้หญิงและเพื่อนชั้นต่ำ
๗. จากข้อ ๖. คำใดบ่งบอกถึงเพศและอายุของตัวละคร
๘. คำใดช่วยสรุปอุปนิสัยตัวละครผู้นี้ว่ามีจิตใจใฝ่ไปในทางต่ำมากกว่าคำอื่นๆ
ก. บ่อยครั้งที่ความชั่วช้า
ข. และเขาได้พ่ายแพ้
ค. ตระกูลอัปยศอดอาย
ง. การพนัน ผู้หญิงและเพื่อนชั้นต่ำ

จงอ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ ๙-๑๒
“ ไม่รู้ว่าพระอาทิตย์ไปอยู่เสียที่ไหน ตื่นขึ้นมาฟังเสียงไอ้โต้งมันโก่งคอขันอยู่เป็นนานแล้ว ฟ้าก็ยังไม่ใสสักที นึกอยากจะเปิดหน้าต่างดูตะวันให้ถนัดก็ไม่กล้าสารพัดล่ะมันน่ากลัว หน้าต่างข้างมุ้งนี่ก็อยู่กับทางเดียวกับไม้ใหญ่โอบไม่รอบต้นนี้เสียด้วย ที่จริงมันก็ต้นจันท์แท้ๆ แต่ไม่ว่า
ต้นอะไรลงว่าฟ้ามันยังไม่สางก็น่ากลัวทั้งนั้น ”
๙. ข้อความนี้มาจากเรื่องสั้นเรื่องใด
ก. เนื้อพะยูน
ข. หนี้น้ำใจ
ค. ความหวังก่อนตาย
ง. เมื่อเย็นย่ำ...ของวันอันร้าย
๑๐. ข้อความนี้เขียนโดยใช้โวหารชนิดใด
ก. อธิบายโวหาร ข. บรรยายโวหาร
ค. อุปมาโวหาร ง. พรรณนาโวหาร
๑๑. สาระสำคัญของข้อความที่ผู้เขียนต้องการ
สื่อสารมากที่สุดได้แก่สิ่งใด
ก. ฉากภายในวัด
ข. แสดงถึงเวลากลางคืน
ค. ความน่ากลัวของต้นจันท์
ง. ความรู้สึกกลัวของตัวละคร
๑๒. ข้อความนี้ขึ้นต้นด้วยประโยคชนิดใด
ก. ประโยคคำถาม ข. ประโยคคำสั่ง
ค. ประโยคบอกเล่า ง. ประโยคปฏิเสธ
จงอ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ ๑๓-๑๖
“ สะแบงหลวงกับพยอมยืนโดดเด่น ทิ้งใบแก่สี
เหลืองคล้ำร่อนลงดินเป็นครั้งคราว เขาหย่อนกายลงตรงโคนไม้ด้วยท่าทางที่เหนื่อยอ่อน เสื้อสีครามคล้ำเปียกชื้นไปด้วยหยาดเหงื่อ รอบตัวมีแต่ความอ้างว้างแห้งแล้ง ”
๑๓. ข้อความนี้มาจากเรื่องสั้นเรื่องใด
ก. เนื้อพะยูน ข. หนี้น้ำใจ
ค. เขียดขาคำ ง. ความหวังก่อนตาย
๑๔. ผู้เขียนข้อความนี้เน้นจุดประสงค์ใดเป็นสำคัญ
ก. ฉาก ข. ตัวละคร
ค. บทบรรยาย ง. บทพรรณนา
๑๕. จากข้อมูลบริบทต่างๆในข้อความนี้จะอนุมานตัวละครได้ว่าประกอบอาชีพใด
ก. ชาวนา ข. ชาวไร่
ค. กรรมกร ง. เกษตรกร
๑๖. คำใดสะท้อนว่าผู้เขียนใช้คำที่ให้เกียรติยกย่องตัวละคร
ก. เขาหย่อนกาย
ข. ท่าทางเหนื่อยอ่อน
ค. เสื้อสีครามคล้ำเปียกชื้น
ง. ไปด้วยหยาดเหงื่อ
จงอ่านข้อความต่อไปนี้แล้วตอบคำถามข้อ ๑๗-๒๐
“ ผมเฝ้ารอมันด้วยความอดทน ปกติจะมีรถจากตัวเมืองตรังมาที่อำเภอกันตังวันละเที่ยวก็จริง แต่รถจากกันตังมาที่บ้านพระม่วง มีเพียงเที่ยวเดียว เนื่องจากพระม่วงเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ไม่มีความ
สำคัญอะไรนัก ”
๑๗. ข้อความนี้มาจากเรื่องสั้นเรื่องใด
ก. เนื้อพะยูน ข. หนี้น้ำใจ
ค. เขียดขาคำ ง. ความหวังก่อนตาย
๑๘. สาระสำคัญของข้อความนี้เน้นการบรรยายข้อมูลใด
ก. การเดินทางจาก จ.ตรัง - อ.กันตัง - หมู่บ้านพระม่วง
ข. เน้นสภาพหมู่บ้านพระม่วงที่อยู่ห่างไกลจาก จ.ตรัง
ค. ความรู้สึกของตัวละครด้านการรอคอยและน้อยใจที่อยู่ห่างไกลตัวเมือง
ง. บรรยายตัวละคร ๒ ตัวเพื่อการเปิดเรื่องและดำเนินเรื่องต่อไป
๑๙. ตัวละครในข้อความนี้มีถิ่นพำนักอยู่ที่ใด
ก. หมู่บ้านพระม่วง
ข. จังหวัดตรัง
ค. อำเภอกันตัง
ง. ไม่แน่นอน
๒๐. ข้อความใดบ่งถึงความน้อยใจของตัวละครมากที่สุด
ก. ผมเฝ้ารอมันด้วยความอดทน
ข. ปกติจะมีรถจากตัวเมืองตรังมาที่อำเภอกันตังวันละเที่ยว
ค. แต่รถจากกันตังมาที่บ้านพระม่วงมีเพียงเที่ยวเดียว
ง. เนื่องจากพระม่วงเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่ไม่มีความสำคัญอะไรนัก
จงใช้คำตอบต่อไปนี้ ตอบคำถามข้อ ๒๑-๒๔ ว่าข้อความหรือคำพูดที่ยกมาอ้างเป็นคำพูดหรือบุคลิกของตัวละครชื่ออะไร
ก. เก๋ ข. ตา
ค. คำหล้า ง. ครูใหญ่
๒๑. “ พ่อกับแม่ครับ ” มันชี้ให้ดู คำว่าพ่ออยู่ข้างซ้ายของสะดือแม่อยู่ที่ข้างขวา ตลกดีไอ้ลูกแหง่
๒๒. “ ถ้าหนูทำแบบทดสอบของสถาบันไม่ได้
หนูก็จะไม่สอบเอนทรานซ์ เพราะอาจารย์บอกว่าไม่เคยมีใครที่ตกการทดสอบที่นี่จะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ”
๒๓. “ อ้าว ! นี่ทำไมมายืนแอบต้นไม้ยังงี้ล่ะ
ทำไมไม่เข้าห้องเรียนจ๊ะ ”

๒๔. “ วันสุดท้ายในชีวิตของหญิงผู้อาภัพมาถึง
ตรงกับวันประกาศผลเอนทรานซ์ เธอตื่นแต่เช้า กินอาหารได้มากเป็นพิเศษ ม่านตาขยายกว้างและแจ่มใส พูดคุยนานและไม่มีอาการหอบ ”
จงใช้คำตอบต่อไปนี้ ตอบคำถามข้อ ๒๕-๒๘ ว่าข้อความหรือคำพูดที่ยกมาอ้างเป็นคำพูดหรือบุคลิกของตัวละครในเรื่องสั้นเรื่องหนี้น้ำใจตัวใด
ก. ด.ช.ทน ข. ด.ช.เปีย
ค. ครูใหญ่ ง. หลวงตาฟื้น
๒๕. “ มองไม่ถนัดจึงยื่นหน้าออกไปอีก สายมุ้งที่เป็นปมเล็กขอดน้อยคร่าคร่ำ ประสาเชือกที่เก็บๆตามห่อของมาก็เลยขาดผึงลงมาคลุมหัว เจ้าของมุ้งนั่งตัวแข็งทื่อนึกว่าผีหลอก ”
๒๖. “ เพื่อนเข้าห้องหมดแล้ว ทำไมเพิ่งมานาย........ “ ผมไปช่วยแม่ถอนกล้าครับ ”
๒๗. “ กลางดึกนั้น ..........ยังไม่นอน ยังนั่งทำอะไรง่วนอยู่หน้าตะเกียงลาน จะลุกไปดูก็ง่วงเต็มที นอนต่อกระทั่งเช้าตื่นขึ้นมาจึงได้เห็นเสื้อเมื่อวานวางอยู่หน้าเตียง........ ไอ้ตัวที่ใส่ไปเรียนหนังสือนั่นแหละ ........ติดกระดุมไว้แล้ว ติด
ให้จนครบห้าเม็ดแต่ว่าสีไม่ซ้ำกันสักเม็ดเดียว ”
๒๘. “ ผู้ใหญ่นี่แปลกจริงๆ ไม่ต้องถูกตีก็ร้องไห้ได้ ชอบกลแท้ๆ ”
๒๙. “ เด็กอีสานคนเก่าที่ช่วยงานผมมาเกือบปี
ลากลับไป สงกรานต์ที่บ้านแล้วก็หายสาบสูญไปเลย มันทำให้ผมต้องสูญรายได้เดือนที่แล้วทั้งเดือน แลผมก็กำลังเข้าตาจนด้วยถ้าเดือนนี้ผมยังหาเงินไม่ได้ เรือหาปลาลำเดียวของผมต้องถูกยึดแน่ ” ข้อความนี้แสดงความรู้สึกของผู้พูดอย่างไร
ก. เสียใจ ข. น้อยใจ
ค. คับข้องใจ ง. เจ็บใจ
๓๐. “ ลมพัดอ่อนๆขณะที่ผมพาเรือแล่นไปช้าๆ
ตามแนวหาดเจ้าไหม น้ำใสมองเห็นทุ่งหญ้าชะเงาใบสั้นตะคุ่มอยู่ในน้ำลึก ๕ วา เป็นแนวยาวเหยียดตลอดชายฝั่ง ”
ข้อความนี้เป็นโวหารชนิดใด
ก. อุปมาโวหาร ข. อธิบายโวหาร
ค. บรรยายโวหาร ง. พรรณนาโวหาร
๓๑. “ จนทุกวันนี้เด็กสาวยังบวชเป็นชี เธอมักถามตัวเองว่าการที่พี่สาวผู้อาภัพผู้ซึ่งไม่เคยได้รับความสุขใดๆในชีวิตแม้ก่อนตายยังถูกน้องสาวโกหก เพียงเพื่อให้ได้รับความสุขลวงๆ ถูกหรือผิด ? ”
ข้อความนี้แสดงความรู้สึกของตัวละครอย่างไร
ก. เสียใจ ข. พอใจ
ค. กังวลใจ ง. ไม่แน่ใจ
๓๓. “ เอ็งมันลูกกำพร้า ข้าถึงเก็บเอ็งมาเลี้ยงไว้ พ่อแม่เอ็งข้าก็ไม่รู้ว่ามันไปอยู่เสียที่ไหน ? “
ข้อความนี้แสดงความรู้สึกของผู้พูดอย่างไร
ก. เอ็นดู ข. สงสาร
ค. สมเพช ง. เวทนา
๓๓. “ วันนี้เอ็งไหว้ครูก่อนเรียนหนังสือ
หรือเปล่า ? ” ข้อความนี้เป็นคำพูดชนิดใด
ก. คำถาม ข. คำสั่ง
ค. คำสอน ง. คำเตือน
๓๔. “ ก็เลยหยิบขึ้น เมล็ดข้าวสุกที่เขาใส่บาตรหลงตาพร้อมกับ..........ใบนี้ยังแข็งกรังติดอยู่กับผิว ไม่มีเวลาจะแกะออกเสียแล้ว ”
คำที่ละไว้ในช่องว่าง เป็นผลไม้ชนิดใดในเนื้อเรื่อง
ก. กล้วย ข. ส้ม
ค. พุทรา ง. มะม่วง

๓๕. “ เป็นสามีที่ซื่อสัตย์ของเธอ เป็นพ่อที่ดีของลูกและเป็นผู้นำที่ขันแข็งแห่งครอบครัว เขาเป็นผู้ที่อดทนต่อความเลวเป็นอย่างยิ่ง...”
ข้อความนี้มีน้ำเสียงแสดงความรู้สึกอย่างไร
ก. ชื่นชม - ยกย่อง
ข. ชื่นชม - เยาะเย้ย
ค. ชื่นชม - อาลัย
ง. ชื่นชม - ยินดี
๓๖. “ ฉันจะให้มันเรียนหนังสือให้เก่ง ให้มันเรียนสูงๆเป็นครูหรือเป็นหมอก็ได้ ”
ใครเป็นผู้กล่าวคำพูดนี้
ก. เขา - พนักงานกวาดขยะเทศบาล
ข. เธอ - ภรรยา
ค. เขา - เศรษฐี
ง. เธอ - ภรรยาเศรษฐี
๓๗. “ ใครกันนะ ที่ถูกรถราคาแพงของเขาชนล้มตายไปวันนี้ ....ราคาชีวิตของคนนั้นกับราคารถของลูกชายใครจะแพงกว่ากันแน่ ....เธอคิด ” ข้อความนี้แสดงความรู้สึกของผู้พูดอย่างไร
ก. อวดฉลาด ข. อวดดี
ค.อวดรวย ง. อวดเก่ง
๓๘. “ เขาหอบลูกน้อยพร้อม ครุเขียด กลับบ้าน
และไม่ลืมบอกให้ลูกอีกคนลากงูไปด้วย ”
คำที่ขีดเส้นใต้ หมายถึงภาชนะคล้ายข้อใด
ก. ขันน้ำ ข. ชะลอม
ค. ตะกร้า ง. ถังน้ำ
๓๙. “ เกิดเป็นราษฎรชาวนานี่ช่างมีแต่กองทุกข์
เขาคิดอดอยากปากหมองก็สุดจะทุกข์อยู่แล้ว หันหน้าไปหาเจ้านายก็มีแต่คำขู่เข็ญ ”
ข้อความนี้แสดงความรู้สึกอย่างไร
ก. เสียใจ ข. น้อยใจ
ค. ท้อใจ ง. แค้นใจ

๔๐. “ เอ็งโชคดีเหลือเกิน ” คำเล่าทำให้เขาใจชื้นมากขึ้นยิ้มเล็กน้อยก่อนถาม
“ โชคยังไง โชคยังไง ” เขาถามอย่างร้อนรน
“ ก็เงินสองร้อยเอ็งได้รึเปล่าเล่า ”
“ ได้ซี อยู่นี่ ” เขาตบกระเป๋า
“ โชคดีเหลือเกิน โชคเอ็งดีเหลือเกินนาคเอ๋ย
ถ้าเอ็งช้าไปอีกวันเดียวก็ชวดเงินสองร้อยบาท ” “ ? ”

ข้อความนี้เป็นการปิดเรื่องสั้นเรื่องเขียดขาคำแบบใด
ก. โศกนาฏกรรม ข. สุขนาฏกรรม
ค. เป็นจริงในชีวิต ง. พลิกความคาดหมาย

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

จากศิษย์ พ.บ.รุ่น 1 - ศิษย์ พ.บ. รุ่น 109

คำพูดหลวงพ่อขาว
พ่อดีใจหนักหนาเห็นหน้าเจ้า กลับบ้านเก่าวันนี้ปีละหน
ผู้ไม่ลืมถิ่นฐานบ้านเรือนตน
เขาเรียกคนอย่างนี้ว่าดีงาม
เจ้าอุตสาห์มากราบพ่อซาบซึ้ง
เราคือหนึ่งยิ่งใหญ่ในสยาม
“ พิบูลวิทยาลัย ” ใครก็ตาม
เพียงเอ่ยนามร้องอ๋อยี่ห้อเรา
ทุกที่หกเมษามาเถิดหนู
พ่อนั่งอยู่ตรงนี้ ณ ที่เก่า
เห็นหน้าลูกพ่อหายคลายซึมเซา
เพลงโพธิ์เหงากลับฟื้นเป็นรื่นรมย์
เจ้าอุตสาห์มากราบพ่อซาบซึ้ง
เพียงครั้งหนึ่งวันนี้ก็ดีถม
“ เขียว-แดง ” ยังหวานหอมชวนดอมดม
พ่อชื่นชมลูกพ่อและพอใจ.

ครูประยูร เกื้อกูล
ม.6 ปีการศึกษา 2492
กิจกรรมวันสถาปนา โรงเรียนพิบูลวิทยาลัย 109 ปี
23 กรกฎาคม 2551
จากศิษย์ พ.บ.รุ่น 1 - ศิษย์ พ.บ.รุ่น 109
ศิษย์ “ พระนารายณ์ ” รุ่นที่ 1
ผมชื่อนายศรี อิ่มสุข เกิดที่ตลาดคลองมะขามเทศ หรือตลาดท่าวุ้งปัจจุบัน เกิดเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2464 เรียนโรงเรียนประชาบาลตำบลบางคู้ 1 ( วัดวิหารขาว ) เรียนจบประถม 4
พ.ศ.2475 และเป็นนักเรียนคนเดียวในโรงเรียนที่ได้เรียนต่อ เข้าเรียนโรงเรียนประจำจังหวัดลพบุรี “ พระนารายณ์ ” ปีการศึกษา 2476 ในฐานะที่เรียนดีหน่อย จึงเลื่อนขึ้นไปเรียนชั้นมัธยมปีที่ 2 เลย ผมภูมิใจและตื่นเต้นมากที่มีโอกาสได้เรียนที่โรงเรียนแห่งนี้ ยังจำได้ว่าผมกับพวกอีก 14 คนได้เลื่อนชั้นพร้อมๆกัน และจำได้ว่าเลขประจำตัวของผมคือ 517 จะเป็นเลขประจำตัวเฉพาะผู้ที่เข้าเรียนที่โรงเรียนพระนารายณ์ หรือว่าเป็นเลขประจำตัวต่อเนื่องกันมาแต่ครั้งโรงเรียนนี้เรียนกันอยู่ที่วัดเสาธงทอง แล้วย้ายมาเรียนที่ตึกวิชาเยนทร์ก็ไม่แน่ใจ ส่วนตัวเองเข้าใจว่าจะเป็นเลขประจำตัวที่ต่อเนื่องมาจากวัดเสาธงทอง
เครื่องแบบนักเรียน
ผมเข้าเรียนโรงเรียนประจำจังหวัดลพบุรี “ พระนารายณ์ ” ต้นปีการศึกษา 2476 ระเบียบของทางโรงเรียนให้ใส่เสื้อนอกสีขาว บางคนเรียกว่า “ เสื้อห้าตะเข็บ ” คอตั้ง ราคาตัวละ 6 สลึง หรือ 1.50 บาท สวมหมวกฟางสีนวลออกขาวนัยว่าเป็นของญี่ปุ่น มีผ้าพันหมวกสีน้ำเงิน ถ้าชั้นมัธยม 1 - 3 จะมีสีเหลืองในเนื้อผ้าคาดเส้นเดียว ถ้ามัธยม 4 - 6 เพิ่มสีเหลืองคาดเป็นสองเส้น เจ้าหมวกฟางนี่แหละทำให้ถูกไม้เรียวหวดก้นกันบ่อยๆ เพราะเอามาเล่นเข่นกันกลางอากาศ คือคนหนึ่งจะร่อนขึ้นไปก่อน อีกคนจะร่อนสวนขึ้นไป ให้ปะทะกันกลางอากาศโดยผลัดกันร่อน ผลัดกันเข่น ถ้าปะทะกันบางทีถึงกับเสียหายได้พฤติการณ์ร่อนหมวกฟางอย่างสนุกนี้ ครูเห็นเข้าเป็นต้องเรียกไปเฆี่ยนคนละป้าบสองป้าบ แล้วสั่งสอนว่า “ หมวกฟางนี้ พ่อแม่หาเงินมาซื้อให้ใส่แล้วพวกเธอมาทำลายเสียอย่างนี้ เป็นเรื่องไม่สมควร ต่อไปถ้าเล่นอย่างนี้อีก จะโดนเฆี่ยนคนละ 3 ที ”
กางเกงใช้สีดำ สวมถุงน่อง สวมรองเท้า คนไหนแต่งครบอย่างนี้ต่างภูมิใจด้วยกันถ้วนหน้า แต่ต่อๆมาทางโรงเรียนอนุญาตให้ใส่เสื้อเชิ้ตสีขาว มีกระเป๋าสองข้าง มีฝาปิดเรียบร้อย ส่วนหมวกฟางก็เพลาๆความเคร่งครัดลง เสื้อนอกหรือเสื้อห้าตะเข็บ มีรังดุม 5 เม็ดเป็นโลหะสีทอง ต้องขัดกันแทบทุกวันเพื่อให้มันเหลืองอร่าม วามวาว การขัดง่ายๆไม่ต้องซื้อหาอะไรมาขัด ตำราท่านว่าต้องขัดกับ “ ส้นเท้า ” ก็วามวาวได้เหมือนกัน ถ้ามีสตางค์หน่อยจะใช้เม็ดดุมดีๆ ราคาแพงหน่อย เม็ดดุมชนิดนั้นเรียกกันว่า “ ครีเม้นท์ ” สีกระเดียดมาทางสีทองผสมนาคมากหน่อย
การแต่งตัวของครู ช่วงนั้นเราไม่เรียก “ อาจารย์ ” อย่างวันนี้ ท่านนุ่งผ้าม่วงสีน้ำเงิน สวมเสื้อนอก “ เสื้อห้าตะเข็บ ” เดี๋ยวนี้เรียกกันว่า “ ราชปะแตนท์ ” บางท่านนุ่งผ้าม่วงสีตามวันทีเดียว แต่ต่อๆมาท่านเริ่มสวมกางเกงแล้ว เรียกว่า “ กางเกงรัสเซีย ” บ้างเรียกว่า “ กางเกงฝรั่ง ” เดี๋ยวนี้เรียกว่ากางเกงสากล แต่ปัจจุบันเรียกแค่กางเกง
เรื่องของรองเท้า ส่วนมากใช้รองเท้าผ้าใบยี่ห้อ “ ซากุระ ” กับ “ อาซาฮี ” เรื่องรองเท้าหนังน้อยคนใช้ เพราะใช้ทีไรเป็นกัดส้นปี้ป่นทุกคราวเจ้ารองเท้าสองยี่ห้อนั้น ใส่หลายๆวันเข้ากลิ่นไม่สะอาดจะโชยระบาดจากเท้า แทบจะโชยเข้าจมูกคนใส่ทีเดียว ทำไมถึงตะบี้ตะบันใส่กันจนออกกลิ่น ไม่เปลี่ยนคู่กันบ้าง โถ โถ เพราะมีกันเพียงคนละคู่แทบทั้งนั้น

เรียนฟรีไม่ต้องเสียค่าเทอม
โรงเรียนพระนารายณ์ ลพบุรี ของพวกเรามีแตรวง ปัจจุบันเรียกว่าวงดุริยางค์ หรือวงโยธวาทิต เรามีครูเก่งทางนี้ท่านชื่อ ครูแป๊ะนิ่มเทียน ต่อมาท่านเปลี่ยนชื่อตามหลักการวัฒนธรรมไทยว่า “ ครูวัลลพ ”
ใครเป็นนักเรียนเป่าแตรจะได้เรียนฟรีไม่ต้องจ่ายค่าเทอมในอัตราเทอมละ 10 บาท ระยะที่ผมเรียนไม่มีเพลงชาติร้องกัน ใช้แตรเดี่ยวเป่า 3 จบ เชิญธงขึ้นสูเสาธงจนสุดยอด ต่อมาจึงมีเพลงชาติร้องเชิญธงขึ้นสู่ยอดเสาต้องร้องกันถึง 4 ตอน ตอนหนึ่งดูจะมากกว่าเพลงชาติปัจจุบัน แล้วต้องร้องกันถึง 4 ตอนบางครั้งจริงๆที่จะตัดร้องกันแค่ 2 ตอน หรือ2 ท่อนจะเร็วกว่ากันครึ่งหนึ่ง แต่จะถึงยอดเสาธงเหมือนกัน เพราะจังหวะการเชิญธงสู่ยอดเสาต้องชลอไปพร้อมๆกับเพลง .
( ตัดทอนจากข้อเขียนเดิมในวันคล้ายวันสถาปนาโรงเรียนครบรอบ 96 ปี ของ ลุงศรี อิ่มสุข )