วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

เรื่องสั้น - เนื้อพะยูน


เนื้อพะยูน
สรจักร ศิริบริรักษ์
ผมเฝ้ารอมันด้วยความอดทน ปกติจะมีรถจากตัวเมืองตรังมาที่อำเภอกันตังวันละเที่ยวก็จริง แต่รถจากกันตังมาที่บ้านพระม่วงมีเพียงเที่ยวเดียว เนื่องจากพระม่วงเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่ไม่มีความสำคัญอะไรนัก ที่จะพอมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันอยู่บ้างก็เพราะชายทะเลแถบนี้มีสัตว์ทะเลชนิดหนึ่งอาศัยอยู่ คนกรุงเทพฯชอบเรียกว่าปลาพะยูน แต่ผมไม่เคยเรียกอย่างนั้นเพราะไอ้หมูน้ำพวกนี้ไม่ใช่ปลา ก็มันมีเต้านมเบ้อเริ่มเทิ่มจะเป็นปลาได้ยังไง แถวบ้านผมเขาเรียกมันว่าดูหยง แต่ถ้าชาวสุราษฎร์เขาเรียกมันว่าหมูดุด ผมรู้ดีกว่าใครทั้งนั้นแหละ ผมรู้ไปถึงตับไตไส้พุงของมันทีเดียวเลย ผมกล้าสาบาน นี่ก็บ่ายแก่จนเกือบค่ำแล้ว ไอ้เด็กเวรนั่นยังไม่มาสักที ถ้าวันนี้มันมาไม่ทัน รายได้ร่วมหมื่นเดือนนี้ของผมเป็นอันต้องหายวับไปกับตา
ไอ้เด็กนั่นชื่ออะไรนะ ผมจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าจะชื่อ “ คำหล้า ” หรืออะไรทำนองนี้ ใช่จริงๆ ชื่อมันแปลกจนผมสะดุดหูเมื่อได้ยินครั้งแรก สายส่งที่หาดใหญ่บอกผมว่ามันเป็นเด็กเหนือตัวอ้วนเหมือนหมู แต่ก็เฉลียวฉลาดใช้ได้ ความอ้วนของมันเป็นอุปสรรคในการหางานทำในเมืองหลวง มันเลยต้องตระเวนลงมาทางใต้ แม้กระนั้นบริษัทจัดหางานทุกแห่งในหาดใหญ่ก็ปฏิเสธการรับสมัคร โชคดีที่เพื่อนผมมันโทร.มาถามเพราะมันรู้ว่าผมกำลังต้องการผู้ช่วยอย่างยิ่ง
เด็กอีสานคนเก่าที่ช่วยงานผมมาเกือบปีลากลับไปสงกรานต์ที่บ้านแล้วก็หายสาบสูญไปเลย มันทำให้ผมสูญรายได้เดือนที่แล้วทั้งเดือน และผมก็กำลังเข้าตาจนด้วย ถ้าเดือนนี้ผมยังหาเงินไม่ได้เรือหาปลาลำเดียวของผมต้องถูกยึดแน่
ลมทะเลพัดมะพร้าวเอนลู่เป็นทาง มันพัดเอาเสียงคลื่นและเสียงมอเตอร์ไซค์เข้ามาพร้อมกัน ไอ้หนุ่มคำหล้ามาแล้ว มันอ้วนกว่าที่ผมคิด ตอนที่เพื่อนผมมันโทร.มาบอกว่าอ้วน ผมไม่นึกว่าจะอ้วนขนาดนี้ แต่ก็ช่างมันเถอะ ขอให้มันลงเรือได้ ถือไฟฉายได้ และแล่เนื้อได้ก็เพียงพอแล้ว อ้อที่สำคัญมันต้องไม่ปากสว่าง ข้อนี้ผมถือมาก มันทำท่าเก้ๆกังๆ แต่พอรู้ว่าผมคือคนที่ว่าจ้างมัน เจ้าหมูอ้วนก็ยกมือไหว้ผมนอบน้อม ท่าทางซื่อๆและยังอ่อนต่อโลก ผมพามันไปดูห้องเล็กๆหลังบ้าน เจ้าอ้วนพอใจกับค่าจ้างเดือนละหนึ่งพันพร้อมอาหารและที่พัก ก็น่าพอใจอยู่หรอก หมูอ้วนอย่างมันใครจะจ้างทำงาน เว้นแต่ผม
ผมปล่อยให้มันพักผ่อนตามสบาย โดยปกติผมไม่ใช่นายจ้างที่โหดเหี้ยมอะไรนักหนา แต่เวลาทำงานเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมอยากให้เจ้าอ้วนพักผ่อนเต็มที่ เพราะคืนนี้เป็นคืนเดือนแรม งานสำคัญกำมันสำคัญมากเชียวแหละ ผมจะพลาดไม่ได้ เพราะถ้าผมพลาดผมก็จะขาดรายได้อีกเป็นเดือนที่สอง นั่นหมายความว่าเรือหาปลาของผมต้องถูกยึดแน่ แล้วจะเอาเงินที่ไหนส่งให้ลูกชายที่กรุงเทพฯ
คิดถึงลูกชายครั้งใดผมก็อดภูมิใจไม่ได้ ตั้งแต่แม่มันตายตอนอายุได้ ๑๐ ขวบ ผมก็ปลุกปล้ำมันมาตลอด อาชีพชาวประมงอาจพอเลี้ยงให้อยู่ได้ไม่ขัดสน แต่ถ้าหมายถึงส่งลูกเรียนต่อมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ มันก็ดูจะเป็นความฝัน โชคดีที่เสี่ยฮงในตัวจังหวัดส่งคนมาทาบทามให้ผมหาเนื้อพะยูนป้อนตลาด มันอาจจะ
ยากเย็นเอาการ แต่ค่าตอบแทนจำนวนที่ผมไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนก็ช่วยให้ลูกชายคนเดียวของผมได้มีโอกาสไปเรียนบางกอกเหมือนลูกคนอื่นๆ แรกๆก็ยังพอหาได้อยู่หรอกเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ที่เป็นมุสลิมไม่กินเนื้อพะยูน แต่ยิ่งวันไอ้พวกหมูน้ำก็ร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ คงเป็นเพราะมันออกลูกแค่คราวละตัวกระมัง กว่าสิบปีที่คลุกคลีอยู่กับมันทำให้ผมได้เรียนรู้ขึ้นอีกเยอะ ก่อนโน้นมันเคยมีหลายฝูง ฝูงละหลายสิบตัว ฝูงใหญ่สุดมีร่วมร้อยตัว ดำผุดดำว่ายอยู่ตลอดแนวหญ้าทะเล ตั้งแต่เขาแบะนะ หาดหยงหลิง หาดเจ้าไหม ระเรื่อยมาถึงหน้าบ้านผม เดี๋ยวนี้มันอยู่กันแถวแหลมจุโหยซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเกาะลิบง เหลือเพียงฝูงเล็กๆนับรวมคงไม่เกิน ๔๐ ตัว กว่าจะล่าได้สักตัวก็หืดขึ้นคอพ่อค้าในตลาดมืดรู้ดีว่าผมเป็นพรานล่าพะยูนคนเดียวที่สามารถหาเนื้อพะยูนป้อนตลาด
ได้ทุกคืนเดือนแรม จะมีก็เดือนที่แล้วเท่านั้นที่ไอ้เด็กอีสานที่ผมจ้างไว้หนีกลับบ้านไป ทำให้เนื้อพะยูนขาดหนึ่งเดือนเต็ม พอๆกับเงินในกระเป๋าผมที่ขาดไปนั่นแหละ ที่จริงไอ้เด็กอีสานคนนั้นมันทำงานขยันขันแข็งดี เรียนรู้ทะเลได้เร็วใช้ได้ มันสามารถใช้ฉมวกยิงพะยูนในระยะ ๒๐ เมตรอย่างแม่นยำ
เด็กคนนี้ทำงานกับผมมาเกือบสองปี และไม่พูดมากด้วย แต่พอมันไปรู้มาว่าพะยูนเป็นสัตว์สงวนใกล้สูญพันธุ์เท่านั้น มันก็เผ่นหายไปเลย
ก็เสียวอยู่เหมือนกันว่ามันจะเอาเรื่องอาชีพของผมไปโพนทะนา แต่เดือนหนึ่งผ่านไป ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมเลยโล่งอกและสุมหัวในวงโปปั่นด้วยความสบายใจ
ไอ้หมูอ้วนคำหล้านี่จะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ ผมบอกมันแค่ว่าเป็นงานออกทะเลล่าสัตว์ ท่าทางมันตื่นเต้น ฟังดูก็ทุเรศดีเหมือนกันที่มันบอกว่าเพิ่งเคยเห็นทะเลครั้งแรกในชีวิต ไอ้พวกเด็กจากป่าจากเขาคงเป็นแบบนี้ทุกคน

ห้าโมงเย็นผมปลุกไอ้หมูอ้วนให้มาช่วยเข็นเรือลงทะเล ลมพัดอ่อนๆขณะที่ผมพาเรือแล่นไปช้าๆตามแนวหาดเจ้าไหม น้ำใสมองเห็นทุ่งหญ้าชะเงาใบสั้นตะคุ่มอยู่ในระดับน้ำลึก ๕ วา เป็นแนวยาวเหยียดตลอดชายฝั่ง สมัยก่อนฝูงพะยูนชอบมาแทะเล็มหญ้าแถวนี้ ผมเคยแอบดูพวกมันกินหญ้าอย่างตะกละตะกลามตั้งแต่ยามเย็นจนสว่าง บางทีก็เกือบถึงเที่ยง แต่มาระยะหลังเมื่อมันถูกล่าจนลดจำนวนลง ผมก็ไม่เห็นพวกมัน ตอนกลางวันอีกเลย

ผมลอยเรือไว้หลังเกาะนกตรงสันเขาพอดี มองไปเห็นเกาะลิบงอยู่ลิบๆ พวกนายหัวอยู่กันที่นั่นแหละ เขตนี้เป็นเขตห้ามล่าพะยูน ต้องระวังตัวแจไม่ให้พวกมันเห็นได้ ผมคว้าเบ็ดราวมาหย่อนลงน้ำ กระตุกขึ้นกระตุกลงพักเดียวก็ได้ปลาเล็กๆหน้าโง่หลายตัวมันคงนึกว่าขนไก่ที่ปลายเบ็ดคงกินได้ ผมปลดพวกมันจากเบ็ด ตัดมันเป็นชิ้นร้อยร้อยเข้ากับเบ็ดขนาดกลางหย่อนลงทะเลแล้วให้เจ้าอ้วนถือไว้ ผมทำอย่างนั้นกับเบ็ดอีกสามสาย พักเดียวเจ้าอ้วนก็โวยวายลั่น ผมตะโกนบอกให้มันดึงสายเข้าเร็วๆ ถ้าเป็นปลาสากมันจะพุ่งกัดสายป่นปี้
แล้วปลาข้างเหลืองขนาดศอกก็ถูกวัดขึ้นบนเรือ มันเป็นสัญญาณว่าฝูงปลาเข้าแล้ว สายที่พันหัวแม่ตีนผมกระตุกวูบ ผมรีบสาวสายเอ็นโดยเร็ว เราได้ปลาข้างเหลืองขนาดไล่เลี่ยกันเจ็ดตัว เพียงพอแล้วที่จะเอาไปขายตลาด เพื่อให้เพื่อนบ้านคิดว่าผมเป็นชาวประมงธรรมดาๆที่มีรายได้จากการทำอาชีพสุจริต ผมบอกเจ้าอ้วนให้นอนพักเอาแรงไปจนกว่าจะถึงสองยาม
เรือเล็กๆไม่มีที่ว่างมากนัก มันถอดเสื้อหนุนนอนโดยเอาไม้กระดานปูพื้นพอให้นอนได้ พุงเป็นชั้นเหมือนพวกตลกอ้วนๆในหนัง แต่มันก็กระฉับกระเฉงคล่องแคล่วดี ผิวมันขาวสะอาดสมเป็นชาวเหนือ ผมเห็นรอยสักเล็กๆข้างสะดือ
“ สักอะไรเจ้าอ้วน ” ผมสงสัย คนเหนือชอบสักตามตัวแปลกๆ
“ พ่อกับแม่ครับ ” มันชี้ให้ดู คำว่าพ่ออยู่ข้างซ้ายของสะดือ แม่อยู่ที่ข้างขวา ตลกดี ไอ้ลูกแหง่
เสียงเจ้าอ้วนกรนแข่งกับเสียงคลื่นเล็กๆที่ม้วนตัวเข้าปะทะก้อนหินดังซ่าเบาๆ คืนนี้ เดือนดับจึงมองเห็นดาวใหญ่น้อยชัดเจน อากาศเริ่มเย็นจนต้องปลดผ้าขาวม้ามาห่ม ผมนั่งอัดยาเส้นรอเวลา ใจลอยไปถึงลูกชายคนเดียว มันกำลังอ่านหนังสือหรือเคลียคลออยู่กับสาวคนไหน เดือนนี้มันเร่งรัดค่าเรียนอีกหกพันบาท นอกเหนือจากค่าใช้จ่ายประจำเดือนอีกสี่พัน นี่ถ้าเรือหาปลาของผมไม่ติดอยู่ในวงโปปั่น ผมคงไม่ร้อนเงินขนาดนี้หรอก และหากผมไม่มีเงินต่อดอกร่วมหมื่น เรือผมหลุดแน่ ผมยอมไม่ได้เด็ดขาดเพราะมันเป็นอุปกรณ์ยังชีพชิ้นสุดท้ายของผม
ดาวบนฟ้าบอกให้รู้ว่าสองยามแล้ว ผมงีบหลับไปเมื่อไรไม่รู้ ผมรีบปลุกเจ้าอ้วนให้ช่วยกันพายเรือไปอีกฟากหนึ่งของเกาะ ที่นั่นมีทุ่งหญ้าชะเงาเป็นแนวกว้างยาวเหยียด ฝูงพะยูนที่เหลือไม่เกิน ๔๐ กว่าตัวจะว่ายจากเกาะลิบงมาหากินที่เกาะนก ไอ้พวกหมูน้ำนี่เวลาตกใจมันว่ายน้ำได้เร็วพอๆกับเรือเครื่องเชียวแหละ แถมมันขี้ตื่นเอาเรื่องซะด้วย นี่คือเหตุผลที่ผมต้องค่อยๆพายเรืออ้อมมา ผมลอยเรืออย่างสงบ สอนหมูอ้วนคำหล้าให้รู้จักวิธีเปิดปิดไฟฉายแรงสูง มันพยายามถามผมสองครั้งว่าจะล่าอะไร แต่โดนผมตวาดเลยหุบปากเงียบ เรานั่งรอพวกมันอย่างสงบ

แล้วพวกมันก็มา มองเห็นเงาขาวรางๆ เวลาโผล่ขึ้นหายใจที่ผิวน้ำเพียง ๒-๓ วินาที มันก็มุดกลับลงไปใหม่ มันดำน้ำไม่อึดนักหรอกแค่ ๒-๓ นาทีต่อครั้ง ผมจะฉวยโอกาสนี้แหละพิชิตมันให้ได้สักตัว ไม่ใช่ผมมักน้อยหรอกนะ แต่ถ้าผมยิงได้ตัวหนึ่ง ไอ้พวกที่เหลือก็จะเผ่นแน่บกันไปเหมือนฝูงเรือเร็ว เคล็ดลับคือต้องเงียบ ต้องใจเย็นและต้องแม่นยำ
ผมกระซิบบอกให้คำหล้าถือไปฉายเตรียมพร้อม ท่าทางมันตื่นเต้นกว่าตอนตกปลา ผมฉวยฉมวกประจำตัวอย่างคุ้นเคย พวกหมูน้ำดำผุดดำว่ายเข้ามาเชื่องช้า มันโผล่ขึ้นแล้วก็มุดลงไปกินหญ้าใต้น้ำเสียงดังฟู่ เวลาที่หนังปิดรูจมูกโผล่พ้นน้ำพ่นลมหายใจออกมา ท่าทางมันจะมีความสุขกับใบชะเงาอ่อนๆใต้น้ำอย่างช้าๆ มันค่อยๆเคลื่อนฝูงเข้าหาลำเรือที่จอดรออยู่ มันไม่รู้หรอกว่ายมทูตยืนรออยู่แล้ว
“ ส่องไฟ ” ผมกระซิบบอก นิ้วสอดโกร่งไกเตรียมพร้อม ไอ้อ้วนเปิดสวิตซ์ลำแสงขนาด ๒๐๐ วัตต์สว่างจ้าจับพื้นน้ำมองเห็นฝูงปลาพะยูนขาวโพลน เฉพาะที่กำลังโผล่ขึ้นหายใจไม่น้อยกว่า ๑๐ ตัว ผมเล็งฉมวกไปที่พะยูนอ้วนขนาด ๒๐๐ กิโลตัวใกล้สุด นิ้วเตรียมกระดิกไก
ไฟฉายดับพรึบ ! เล่นเอาผมตาลาย
“ เป็นอะไรไอ้อ้วน ” ผมกระซิบ
“ ปลาพะยูนนี่น้า มันเป็นสัตว์สงวนนะ ” มันกระซิบตอบ
ความโกรธแล่นขึ้นหน้า เด็กสมัยนี้มันเป็นบ้าอะไรกันหมดวะ พะยูนที่กำลังจะสูญพันธุ์กับเรือที่กำลังจะถูกยึด อะไรมันน่าสงวนกว่ากัน
“ ส่องไฟเดี๋ยวนี้ ไอ้ลูกหมา ” ผมเค้นเสียงอย่างขัดเคือง ถ้าไม่กลัวฝูงพะยูนผละหนี ผมคงฟาดมันด้วยไม้พายแล้ว
มันตกใจกับหน้าตาถมึงทึงของผม ท่าทางมันลังเล
“ เดี๋ยวนี้ ไม่งั้นมึงตาย ! ” ผมหันฉมวกไปทางมัน ไอ้อ้วนกลัวลาน มันยกไฟฉายมือไม้สั่น ฝูงพะยูนยังไม่รู้ตัว มันเข้ามาเกือบชิดเรือแล้ว แสงไฟสว่างพรึบขึ้นอีกครั้งหนึ่งผมเล็งฉมวกไปที่ตัวเมียขนาดใหญ่ มีลูกอ่อนตัวเล็กกำลังเคลียคลอที่เต้านม
ห่าเอ๊ย ! ไฟดับพรึบอีกครั้ง เสียงไอ้อ้วนตะโกนลั่น “ อย่ายิง มันมีลูกด้วย ”
เหมือนเกิดจลาจลในเรือ เสียงครีบหางตีน้ำดังโผง ฝูงพะยูนพุ่งร่างจากไปพอๆกับฝูงเรือเร็ว ความอดทนผมสิ้นสุดลง

ผมแล่นเรือเข้าเกยฝั่งช้าๆ ลูกค้าประจำรออยู่แล้ว ตีสามตรง
“ เป็นไง ” มันส่งเสียงทัก
“ น้อยหน่อย ” ผมยกกะละมังลงจากเรือ มันเข้ามาช่วยยกขึ้นตาชั่งท้ายรถกระบะ
อย่างชำนาญ มันต้องรีบทำเวลาเข้าตัวเมืองเพื่อนำเนื้อทั้งหมดไปตุ๋นยาจีนสำหรับลูกค้าพิเศษเช้านี้
ชาวจีนและมาเลย์เชื่อกันว่าเนื้อพะยูนเป็นยาโป๊ว น้ำมันใช้แก้ขัดยอกได้ ผมหั่นแยกเนื้อไว้เป็นชิ้นๆ
แล้วอย่างชำนาญเหมือนหมูสามชั้น เครื่องในอยู่อีกกะละมังหนึ่ง “ ตัวเล็กจริง เที่ยวนี้แค่ ๖๐ โล
สงสัยจะได้ลูกอ่อน ” ผมยิ้มรับ
มันจ่ายเงินปึกใหญ่ให้ผม ก็พอต่อดอกและส่งให้ลูกชาย อาจเหลือสักนิดพอเข้าวงโปปั่น สายตาเหลือบแวบเห็นอะไรบางอย่าง ผมดึงเนื้อติดหนังออกชิ้นหนึ่ง
“ อะไรวะ จ่ายเงินแล้วยังชักคืนอีก ของมีน้อย ” เสียงมันโวยวาย
“ ขอไว้สักชิ้น ” ผมจ่ายคืนสามร้อย
เสียงรถกระบะหายลับไป ผมยกเนื้อติดหนังก้อนนั้นดูชัดๆอีกที
ใช่จริงๆ มีรอยสักว่า “ พ่อ แม่ ” อยู่บนหนังขาวซีด ผมสะเพร่าอย่างไม่น่าให้อภัย
“ เกือบไปแล้วกู ” ผมขว้างมันลงทะเลไป
ความคิดแวบเข้าสู่สมอง สายวันนี้ผมน่าจะเข้าอำเภอโทร.บอกเพื่อนที่หาดใหญ่ให้หาผู้ช่วยให้สักคน เอาที่อ้วนๆ ขาวเหมือนหมู ยิ่งอ้วนมากเท่าไรยิ่งดี

32 ความคิดเห็น:

saksit.na กล่าวว่า...

เรื่องสั้นเนื้อพะยูนเป็นวรรณกรรมกำหนดให้นักเรียนที่เรียนวิชา ท 43201 : การอ่านและพิจารณากรรม ได้อ่านและแสดงความคิดเห็นเข้ามาเพื่อพิจารณาเป็นคะแนนเก็บต่อไป : ครูศักดิ์สิทธิ์

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

น่าสงสารจัง คนเราไม่น่าทำร้ายสัตว์ร่วมโลกกันอย่างนี้เลย อีกหน่อยคงไม่มีพะยูนให้ลูกหลานดู
นางส่าวอรชา อาจสามารถศิริ ม.6/7 เลขที่21ก

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

นางสาวชิดชนก ม.6/13 เลขที่ 5 ก
อ่านแล้วรู้สึกหดหู่..นอกจากคนจะทำร้ายสัตว์สงวนแล้ว ยังฆ่าคนกันเองได้ลง สงสารทั้งพะยูนและเด็กที่โดนฆ่าจริง ๆ ถึงแม้จะต้องการเงินขนาดไหนก็ไม่ควรทำผิดแบบนี้...

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

สนุกมากเลย...........

จบแบบหักมุมมาก.........

นี่ละหนอจิตใจคน..........

ม.6/13 เลขที่ 12ก.

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

นางสาวปณัติฎา ช้างจวง ชั้น ม.6/13 เลขที่ 7ก.
อ่านเรื่องนี้แล้วทำให้รู้สึกสงสารพะยูนมากๆ รู้สึกเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เสียใจกับการกระทำของมนุษย์ที่กระทำลงไป ทำไมคนพวกนั้นที่ทำลายพะยูนถึงไม่มีจิตใจเมตตาบ้างชอบทำลายสัตว์ ต่อไปข้างหน้าเราก็จะไม่รู้ไม่เห็นว่าพะยูนเป็นตัวยังไง เพราะเดี่ยวนี้หาดูได้ยากมากๆ ถ้าในตอนนี้ยังมีการทำร้ายพะยูนอยู่ในอนาคตเราคงจะไม่รู้จักพะยูนแล้วจริงๆ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

เมื่ออ่านเรื่องนี้แล้วรู้สึกสงสารพะยูนมากๆ ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมต้องทำร้ายพะยูนด้วย เขาก็มีชีวิตเหมือนเรา มีความรู้สึก ดิฉันอยากจะให้ทุกคนช่วยกันอนุรักษ์พะยูนไว้เพราะในอนาคตเราอาจจะไม่ได้เห็นพะยุนแล้วก็ได้

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

เงิน..เงิน..เงิน

คนเราสามารถทำทุกอย่างได้เพื่อเงิน...

แม้ว้าสิ่งที่ทำจะขัดกับศีลธรรมอันดีก็ตาม


บทความนี้จบแบบหักมุม..สนุกมากค่ะ

*--ชนาพร คงชาติ 6/13 เลขที่ 4 ก --*

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

เมื่อผมได้อ่านเรื่องสั้น เรื่องเนื้อพะยูน ผมอยากจะชวนเพื่อนๆ ให้ร่วมกันอนุรักษ์พะยูน เพื่อไม่ให้สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย และให้ลูกหลานได้เชยชมความงามของพะยูน

สุดท้ายนี้ผมต้องขอขอบพระคุณ อาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ นามสุวรรณ เป็นอย่างมาก ที่ได้นำเรื่องสั้นเรื่องนี้มาให้เรียน เพื่อเตือนสติให้ช่วยกันอนุรักษ์พะยูน ก่อนที่จะสายเกินแก้ นะครับพี่น้องๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

นายสันติ เกตุผาสุข ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/8 เลขที่ 10 ก.

จิตพิสุทธิ์ กล่าวว่า...

รู้สึกสงสารพะยูนมากๆ ทำไมมนุษย์ไม่เห็นคุณค่าของสัตว์โลกที่ธรรมชาติสร้างขึ้น ต่อไปข้างหน้าเราอาจจะจำหน้าตาของพะยูนไม่ได้แน่ เพราะคงจะสูญพันธุ์หมดลูกหลานก็คงจะไม่ได้เห็นตัวจริงของพะยูนเป็นแน่

น.ส.จิตพิสุทธิ์ วงษาสุข ม.6/5 เลขที่ 14 ข

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

อาจารย์เรื่องเนื้อพะยูนเป็นอะไรที่หักมุมมากหนูอ่านแล้วสยองกับรอยสักที่ติดอยู่ที่หนังอ่ะ คนเราก็ทำได้ทุกอย่างนะเพื่อเงิน ถึงแม้ต้องฆ่าผู้บริสุทธ์ก็ตาม ให้ข้อคิดที่ดีเหมือนกัน สุดท้าย อาจารย์ข้อสอบยากจังทำแล้วงงอ่ะจาได้คะแนนเยอะป้ะเนี่ย


นางสาวกานติมา ท้วมทอง ม.6/4 เลขที่ 11ก

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

นางสาวนิภาวรรณ ศรีสวัสดิ์ ม.6/5 เลขที่16ก
รู้สึกว่าพะยูนเป็นสัตว์ชนิดหนึ่งที่น่าสงสาร ทั้งๆที่มันไม่ได้ทำอะไรมนุษย์เลย แต่พวกมนุษย์บางคนยังจะไปทำร้ายมัน ซึ่งก็ยังดีที่มีมนุษย์บางจำพวกที่รู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี อะไรควรอะไรไม่ควร แต่ผลสุดท้ายก็ต้องตายให้กับความถูกต้องอยู่ดี จบเศร้าจัง!เฮ้ย...

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

นี้แหละครับ มนุษย์อาจยอมทำลายสิ่งรอบตัวไม่ว่า
จะเป็นสัตว์ คน หรือทุกทุกอย่าง เพื่อแลกในสิ่งที่เราต้องการ แต่ไม่ได้หมายความว่า มนุษย์ ทุกคนต้องเลวนะครับ มันขึ้นอยู่ว่าเขาต้องการเป็นอย่างไรเท่านั้นแหละครับ

จะ เลว หรือ ดี มันอยู่ที่คน
จะ มี หรือ จน มันอยู่ที่ใจ

นายนรุตม์ ธีรดิษฐากุล เลขที่ 5ก ม.6/5

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

เรื่องนี้ให้ข้อคิดที่ดีค่ะ
ความโลภไม่เข้าใครออกใคร
ความโลภทำให้คนทำชั่วได้อย่างไม่รู้สึกผิด

น.ส.สินีนาถ อยู่เจริญ เลขที่ 21 ข. ม.6/11

นางสาวเสาวลักษ์ แย้มแสง ม.6/10 เลขที่18ก. กล่าวว่า...

ได้อ่านบทความข้างต้นแล้วรู้สึกหดหู่ใจมากสงสารทั้งสัตว์และคนในความคิดของดิฉันดิฉันคิดว่าไม่ว่าเราจะมีความลำบากมากน้อยเพียงใดก็ตามก็ควรจะประกอบอาชีพที่มีความสุจริตและไม่เดือดร้อนในความเป็นอยู่ของผู้อื่นและบทความเรื่องนี้ให้ข้อคิดแก่เรามากทำดิฉันให้อยากรักษาทรัพยากรธรรมชาติมากขึ้นและอยากให้ทุกๆคนเข้ามาอ่านกัน

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

อ่านแล้วรู้สึกหดหู่มากๆ ใจคนทำด้วยอะไรทำไมถึงทำร้ายได้กระทั่งสัตว์ร่วมโลก ผิดศีลธรรมสิ้นดี คนที่ทำคงมีบาปติดตัวไปอิกหลายภพหลายชาติ นอกจากนั้นยังมาทำร้ายคนด้วยกันอีก น่าสมเพชจริงๆ สงสัยว่าจิตใจมันคงไม่มีแล้วความถูกผิด คงคิดแต่อยากสบาย มีแต่ความโลภอยากได้อยากมี แต่ไม่คิดเลยว่าสิ่งที่ทำจะส่งผลตามมาอย่างไรบ้าง สังคมถึงเป็นแบบนี้ พังๆ อีกหน่อยคนเลวคงจะครองเมือง คนดีก็หดหายไปหมด

**ขอให้คนดีอย่าท้อถอย เดินหน้าต่อไปเพื่อสังคมของเรา**

นางสาวเนตรทราย เทียมสัมฤทธิ์ ม.6/4 เลขที่ 13ข.

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

น่าสงสารจัง คนเราไม่น่าทำร้ายสัตว์ร่วมโลกกันอย่างนี้เลย อีกหน่อยคงไม่มีพะยูนให้ลูกหลานดูน่าสงสารมากมาก

นาย พุฒพร แสงภู่ ม.6/6 เลขที่ 4ก

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

น่าสงสารพะยูนจริงๆ ...

คนเราก็นะ อาชีพสุจริตก็ไม่ทำกัน ...

ถ้าคนเราโลภขนาดนี้ ...

ต่อไปคงจะไม่มีพะยูนให้เห็นแล้วล่ะ ...

นายนวพิชญ์ ก่อแก้ว ม.6/3 เลขที่ 4ข

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

คนเราทำทุกอย่างได้เพื่อเงิน โดยไม่เห็นถึงความถูกต้อง พะยูนก็มีครอบครัวเด็กคนนั้นก็มีครอบครัว
ไปพรากคนอื่นจากคนรักกรรมจะตามสนองพรากจากลูกตัวเอง

น.ส.พลอยกมล พานิชย์พันธุ์ ม.6/8 เลขที่17ข

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

นางสาวเสาวลักษณ์ มากมูล ม.6/7 เลขที่ 19ข.

คนเราทำอะไรไม่ค่อยจะนึกถึงผลที่ตามมา ชอบยึดติดกับปัจจุบัน ทำให้สังคมมันแย่ลงเรื่อยๆ พอไม่มีคนดีให้เห็นเป็นแบบอย่างอีกหน่อยทั้งโลกนี้คงมีแต่คนเลว จริงๆแล้วสาเหตุมันก็มีหลายอยู่ เช่นความโลภและคิดไม่ถึง แบบเรื่อง"เนื้อพะยูน"นี้ มันทำให้รู้ว่าคนเราสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อยืดช่วงชีวิตหนึ่งของตนเองให้อยู่รอดไปวันๆ แม้จะเป็นเรื่องที่ผิดศิลธรรมมากๆก็ตาม แต่ก็อย่างว่า ของแบบนี้มันอยู่ที่คนคิด คิดดีก็ดีไป คิดไม่ดี..ก็ลองนึกดูเอง!
PS.ขอบพระคุณอาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ นามสุวรรณ มากๆค่ะ ที่ช่วยส่งเสริมให้เด็กได้ข้อคิดดีๆจากเรื่องสั้นนี้ค่ะ

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

เพราะคนเรานั่นแหละ ที่เป็นคนทำลายทุกสิ่งอย่างบนโลกใบนี้เอง รวมถึงของสงวนต่างๆ และต่อไปในรุ่นลูก รุ่นหลานก็คงไม่มีของสงวนให้รู้จักกัน

....ปลาพะยูนก็คงหดหายไปหมด เพราะความเห็นแก่ได้ อยากมี และความรักลูกจึงยอมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตนต้องการ แม้จะทำในสิ่งที่ผิดก็ตามแต่การกระทำนั้นก็ไม่น่าทำร้ายหรือเบียดเบียนผู้อื่น ไม่น่าทำกันได้ถึงขนาดนี้เลย

น.ส.จันทร์ชุดากร จันทร์อำพล ม.6/10 เลขที่13ข

นส. กรวรา ปริตประทีปวงศ์ กล่าวว่า...

เป็นเนื้อเรื่องที่น่าสนใจ
ให้แง่คิดและความคิดที่คนเรามักจะละเลยไป
และให้ความรู้เกี่ยวกับพะยูนอย่างมาก

การพรากชีวิตผู้อื่นเพื่อนำไปแลกเป็นเงิน
นำมาให้ลูกได้เรียนและอยู่สุขสบาย มันไม่คุ้มเลยกับชีวิตที่สูญเสียไป ถ้าหากเป็นลูกหลานเรา

จะเสียใจขนาดไหน

เพราะ 1 ชีวิตไม่ได้ซื้อหาได้ด้วยเงิน

นางสาวกรวรา ปริตประทีปวงศ์ 7ข ม.6/9

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

อนาจชีวิตมนุษย์ชั่งโครตเห็นแกตัว
ในฐานะที่เป็นมนุษย์เหมือนกันเราก็รู้ๆกันว่ามนุษย์เป็นสัตว์โลกที่ประเสริฐที่สุด แต่ในทางตรงกันข้ามมนุษย์ก็เป็นสัตว์ที่เห็นแก่ตัวที่สุดเช่นกัน
ดังนั้นมันจึงไม่แปลกที่ทุกวันนี้พวกเราจะได้รับรู้แต่เรื่องที่น่ากลัวพวกนี้ เราแกไขคนอื่นไม่ได้แต่เราแกไขตนเองได้ ตัวอย่างมันมีอยู่มากมายแต่ไม่ใช่ให้ทำตามเราทุกคนต้องช่วยกันส่งเสริมไม่ให้ชั่ว โดยเริ่มที่ตัวเรา
ขอบคุณที่คุณครูนำเรื่องราวดีๆมาฝากพวกเรา



นางสาว นภาพร ทับทิม ม.6/10 เลขที่ 9ก

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

พะยูนเป็นสัตว์ที่น่าสงสาร และควรแก่การอนุรักษ์ได้แล้ว มันต้องทนทุกทรมานกับสิ่งที่มนุษย์เป็นคนทำ มันไม่สมควรที่จะต้องมารับกรรมนี้ อยากให้มนุษย์เรานี้คิดถึงสิ่งที่อยู่รอบข้างและทุกสิ่งที่จะได้รับผลกระทบจากการกระทำของเรา
นางสาวศิวลักษณื ไล้เลิศ ม.6/7 เลขที่ 19ก

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

คนเราก็แปลก ...ทำไมในเมื่อตัวเรานั้นก็รักลูกของตน แล้วเหตุใดยังคิดทำบาปทำกรรมคิดจะพรากแม่พรากลูก โลกเราทุกวันนี้เสื่อมลง จิตใจคนเราก็เสื่อมลง จะผิดจะถูกจะดีจะชั่วก็อยู่ที่ตัวคน ก็ขึ้นกับว่าจะรู้สึกผิดชอบ เหลือความเป็นมนุษย์ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสัตว์ประเสริฐแค่ไหนกันต่อไป กรรมของใครก็ต้องชดใช้กันเอง...
นางสาวปณมน เตชะวัฒนวรรณา ม.6/6 เลขที่13ก

น.ส.ชลวิศา บัวแก้ว ม.6/5 เลขที่ 10ก กล่าวว่า...

พยูงเป็นสัตว์สงวนก็รู้กันอยู่ยังจะทำกันอีก
น่าสงสารมากมันเป็นสัตว์มันก็พูดหรือตอบโต้ไม่ได้
คนเราทำอะไรไว้ก็ระวังจะได้รับผลสนองยิ่งกว่านั้นอีก
ตอนจบหักมุมมากหนูอ่านแล้วสลดใจจริงๆ
ไม่คิดว่ามันจะเกิดเรื่องโหดร้ายอย่างนี้
จิตใจคนเราเนี่ยเนาะเวลาโกรธเนี่ยก็ขาดสติควบคุมตัวเองไม่ได้เหมือนหลักคำสอนของพระพุทธศาสนาเลย
ถึงจะทำไปเพื่อความอยู่รอดก็เถอะยังไงมันก็โหดร้ายเกินไปสำหรับคนอื่นอ่านแล้วได้ข้อคิดมากถ้เรื่องนี้เกิดกับใครซักคนที่บ้านเค้าคงเป็นห่วงน่าดูเลย

(น.ส.ชลวิศา บัวแก้ว ม.6/5 เลขที่ 10ก)

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

เรื่องนี้อ่านแล้วรู้สึกเศร้าใจ

พยูนต้องถูกล่าเอาเนื้อไปขาย

ทำให้พยูนใกล้สูญพันธุ์


น.ส. ธนาภรณ์ นิคมเวทย์ ม.6/8 เลขที่ 13ข.

นางสาวกนกวรรณ ศิริแสน ม.6/10 เลขที่ 5 ก กล่าวว่า...

"เนื้อพะยูน"แค่ชื่อเรื่องก็น่าสนใจแล้ว พะยูนเป็นสัตว์สงวนที่เราควรจะอนุรักษ์ไว้เพื่อให้เยาวชนรุ่นหลังได้ศึกษาและรู้จัก ...มนุษย์สามารถทำได้ทุกอย่างแม้กระทั่งฆ่าชีวิตสัตว์เพื่อแลกกับเงิน
...ชีวิตทุกชีวิตมีค่าและมีความหมายคนทุกคน สัตว์ทุกชนิดทุกตัวย่อมรักชีวิตของตัวเองเป็นธรรมดาแต่ทำไมต้อง"ฆ่า"สู้เราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้ด้วยความรักและเมตตา พึ่งพาอาศัยกันไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือมนุษย์ย่อมมีความสุขสงบเสมอไป
(จบเรื่องแบบหักมุมมากๆเลยค่ะ)
นางสาวกนกวรรณ ศิริแสน ม.6/10 เลขที่ 5 ก

นางสาวจีรภา สุรโชติ ม.6/5 เลขที่ 9ก กล่าวว่า...

เรื่อง เนื้อพะยูน เป็นเรื่องที่อ่านแล้วรู้สึกหดหู่ใจ ไม่น่าเชื่อว่ามนุษย์จะใจร้ายทำร้ายสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์ได้อย่างไร ถ้าเป็นอย่างนี่ต่อไปคงไม่เหลือพะยูนให้ลูกหลานเราได้ดูอีก คงจะได้ดูเพียงแต่ในรูปภาพเท่านั้น

นางสาว จีรภา สุรโชติ ม.6/5 เลขที่ 9ก

กัณฑิกา 6/7 กล่าวว่า...

ปัจจุบันจำนวนประชากรของพะยูน ในถิ่นกำเนิดทุกแห่งลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว จนน่าวิตกว่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้ ทั้งนี้เนื่องจากการล่าเพื่อเอาเนื้อเป็นอาหาร หรือหลงติดอวนจับปลาของชาวประมงจนเสียชีวิต และความเชื่อที่ว่าน้ำมันพะยูน ใช้เป็นยา แก้ปวดเมื่อยได้ ประกอบกับพะยูนแพร่พันธุ์ได้ช้า และนิสัยการกินอาหารของพะยูน ที่เลือก กินแต่หญ้าทะเลเป็นอาหารหลัก ซึ่งปัจจุบันแหล่งหญ้าทะเล ถูกทำลายน้อยลงจากมลพิษ ต่าง ๆ ที่ถูกปล่อยทิ้งลงสู่ทะเล ส่งผลให้พะยูนหาอาหารได้ยาก และเสี่ยงอันตรายจากสารพิษตกค้าง ทั้งในน้ำทะเลและที่สะสมในหญ้าทะเล

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

หลังจากที่ผมอ่านเรื่อง เนื้อพะยูน แล้ว
ผม ก็เคยดูพวกสารคดี เกี่ยวกับพะยูนเหมือนกันคับ

น่าสงสารที่พวกมัน เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ เต็มที

เพราะจากการที่มนุษย์ไปทำลายธรรมชาติของพวกมัน

ที่เคยอาศัยอยู่ ทำให้พวกมันไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ตลอดรอดฝั่ง..

อีกทั้ง หญ้าทะเล ที่พะยูนกิน ก็ถูกทำลายลง จาก
จากมลพิษ ต่าง ๆ ที่ถูกปล่อยทิ้งลงสู่ทะเล ทั้งสิ้น

ดังนั้นแล้ว พะยูน เป็นสัตว์สงวน
ที่พวกเราควรที่จะอนุรักษ์ไว้
และอย่าทำลายมัน

เพื่อให้เยาวชนรุ่นหลัง

มีโอกาสเห็นพะยูน..บ้าง



นาย รัชพล ทองศรี ม.6/12 เลขที่ 9ข

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

เนื้อพะยูนเป็นเรื่องที่จบแบบหักมุมมาก แต่เป็นเรื่องที่สนกมากอีกเรื่องหนึ่ง อยากจะให้ผู้เขียนแต่งต่อ เพราะอยากรู้ว่าสุดท้ายเเล้วจุดจบของผู้ชายคนนี้จะเป็นอย่างไร จะถูกจับได้รึป่าว หรือก็ยังคงทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆจนตาย

**นางสาวเจนจจิรา กิจเกตุ ม.6/4 เลขที่ 9ก**

ไม่ระบุชื่อ กล่าวว่า...

ปัจจุบันจำนวนประชากรของพะยูน ลดน้อยลงอย่างรวดเร็ว จนน่าวิตกว่าจะสูญพันธุ์ในอนาคตอันใกล้ ซึ่งพะยูนแพร่พันธุ์ได้ช้า และนิสัยการกินอาหารของพะยูน ที่เลือก กินแต่หญ้าทะเลเป็นอาหารหลัก ซึ่งปัจจุบันแหล่งหญ้าทะเล ถูกทำลายจากมลพิษ ต่าง ๆ ที่ถูกปล่อยทิ้งลงสู่ทะเล ส่งผลให้พะยูนหาอาหารได้ยาก และเสี่ยงอันตรายจากสารพิษตกค้าง ทั้งในน้ำทะเลและที่สะสมในหญ้าทะเล

นายณัฐวุฒิ ชัยศิริ ม.6/6 เลขที่ 4ข